ReadyPlanet.com
dot dot
dot
เครื่องดื่มสมุนไพรมะเขือพวง
dot
bulletมะเขือพวงกับสุขภาพ
bulletมะเขือพวงกับโรคเบาหวาน
bulletหนังสือคู่มือมะเขือพวง
dot
น้ำสมุนไพรสกัดชีวภาพ
dot
bulletน้ำสมุนไพรสกัดชีวภาพคืออะไร
bulletคุณค่าน้ำสมุนไพรสกัดชีวภาพสารต้านอนุมูลอิสระและวิตามิน
bulletจุลินทรีย์กับน้ำสมุนไพรสกัดชีวภาพ
bullet เคล็ดลับ 6 ประการของการมีสุขภาพดีด้วยน้ำ บีวี
dot
ผลิตภัณฑ์
dot
bulletเครื่องดื่มสมุนไพรชามะเขือพวง
bulletน้ำสมุนไพร Be-v
bulletเครื่องสำอางชีวภาพ
dot
สมุนไพรกับสุขภาพองค์รวม
dot
bulletสมุนไพรที่มีสรรพคุณในการบำบัดและส่งเสริมสุขภาพองค์รวม
dot
ถามตอบเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์
dot
bulletถาม-ตอบ ผลิตภัณฑ์สมุนไพรชามะเขือพวง
bulletถาม-ตอบ ผลิตภัณฑ์น้ำสมุนไพรสกัดชีวภาพ
dot
ข่าวบทความเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์
dot
bulletข่าวผลิตภัณฑ์ในหนังสือวารสาร
dot
หนังสือนวัตกรรมสุขภาพ
dot
bulletโพรไบโอติก จุลินทรีย์เพื่อชีวิต
bulletหนังสืออื่นๆ
dot
Holistic Way to Health & Wealth วิถีองค์รวมสู่สุขภาพที่ยั่งยืน 6 อ.
dot
bulletอ.อากาศ เพิ่มภูมิต้านทานโรค
bulletอ.อาหาร เพื่อสุขภาพ
bulletอ.แอควา น้ำเสริมสุขภาพ
bulletอ.ออกกำลังกาย ป้องกันโรค
bulletอ.อารมณ์ สมาธิบำบัดโรค
bulletอ.อุจจาระ สะท้อนสุขภาพ
dot
ศูนย์สาธิตพลังพีระมิดเพื่อสุขภาพ
dot
bulletเครื่องพีระมิดเสริมสุขภาพ
dot
อื่นๆที่น่ารู้
dot
bulletองค์ความรู้พระอาจารย์รัตน์ รตนญาโณ




อ.ออกกำลังกาย
อ.ออกกำลังกาย ป้องกันโรค Be Vivify by Ultimate Exercise

       การบำบัดโรคด้วยการออกกำลังกาย เป็นการใช้การออกกำลังกายเพื่อปรับปรุง แก้ไขหรือบรรเทาอาการป่วยทางสรีระต่างๆ  ประโยชน์ของการออกกำลังกายในแง่ของการบำบัดรักษาโรคนี้มีอย่างมากมาย  ในปัจจุบันนี้ แพทย์มากมายต่างใช้วิธีการออกกำลังกายในฐานะที่เป็นทางเลือกนอกเหนือจากวิธีการบำบัดรักษาโรคต่างๆ การออกกำลังกายที่ดีสามารถลดปัญหาและปรับปรุงสภาพร่างกายได้หลายประการ อาทิเช่น การออกกำลังกายที่ใช้แทนการรักาาด้วยยาหรือเคมีบำบัดก็สามารถลดควมดันโลหิตได้ สำหรับคนที่อ้วนจัด การออกกำลังกายจะช่วยเผาผลาญอาหารของร่างกาย ช่วยเผาไขมันส่วนเกิน ทำให้ควบคุมน้ำหนักอย่างมีประสิทธิภาพ นักวิจัยกล่าวว่าแม้การออกกำลังกายเพียงเล็กน้อยก็ช่วยต่อชีวิตคนให้ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ ทรัพย์สินเงินทอง ยิ่งใช้ยิ่งหมดไป แต่การออกกำลังกายเป็นประจำสามารถเพิ่มความแข็งแรงให้แก่ร่างกายได้  ในทางตรงข้าม  ถ้ากล้ามเนื้อไม่มีการออกกำลังกายจะยิ่งอ่อนแอปวกเปียก  ในขณะที่มีการออกกำลังกายอย่างเหมาะสม ร่างกายก็จะยิ่งมีความสามารถและมีสมรรถภาพมากยิ่งขึ้น

 

หลักการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ

            การออกกำลังกายเพื่อสุขภาพนั้น มีหลักการดังนี้

1.       จะต้องเป็นการออกกำลังกายที่ทุกส่วนของร่างกายได้เคลื่อนไหวยืดหด  ไม่ใช่ว่าจะใช้อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งมากเกินไป

2.       จะต้องค่อยเป็นค่อยไปแล้วจึงค่อยๆเพิ่มปริมาณทีละน้อย เพิ่มระยะเวลาให้นานขึ้น และเพิ่มความยากขึ้นตามลำดับจนกว่าร่างกายอยู่ตัว  ออกกำลังกายติดต่อกันได้เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 20-30 นาที หรือมากกว่านั้นก็ยิ่งดี  แต่ระวังอย่าให้เกินกำลังของตน

3.       จะต้องออกกำลังกายโดยสม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง ถ้าทำมากกว่านั้นในสัปดาห์หยุดสัก 1 วัน ยิ่งดี

4.       ในขณะที่ออกกำลังกายอยู่นี้ ห้ามคิดถึงเรื่องการงานเป็นอันขาด ต้องปล่อยจิตใจให้ว่างเฉยๆ ถ้าบังเอิญหวนคิดถึงเรื่องใดก็ให้รู้ตัวเอง แล้วหยุดคิดเสีย  วิธีการนี้เป็นวิธีการ “พักจิต”  อย่างไรก็ดี ในระหว่างที่ออกกำลังกายอยู่นี้ ท่านอาจจะนึกสวดมนต์อยู่ในใจก็ได้ คือ ใช้หลักสมาธิ ให้จิตจ่ออยู่ที่พุทธคุณเพียงอย่างเดียวนั่นเอง

5.       การออกกำลังกายเพื่อสุขภาพไม่มีการจำกัดอายุ เพศ และเวลา แต่ถ้าเป็นเวลาเช้าจะดีกว่า  เพราะจะได้แสงแดดตอนเช้า ซึ่งมีรังสีอัลตร้าไวโอเลตอ่อนๆ ซึ่งไม่เป็นอันตรายอีกด้วย 

      ห้ามออกกำลังกายหลังอาหารน้อยกว่า 4 ชั่วโมง

 

การออกกำลังกายอย่างง่ายๆ

            การออกกำลังกายอย่างง่ายๆ ที่สามารถทำได้ไปพร้อมๆ กับการดำเนินชีวิตประจำวันของเรา เช่น

·        การไปซื้อของตามร้านหรือไปทำงาน ถ้าไม่ไกลเกินไปควรเดินแทนการนั่งรถ

·        ค่อยๆเพิ่มอัตราความเร็วของการเดิน หรือเพิ่มระยะทางเดิน หรือเพิ่มความชันของทางเดิน

·        ถ้าท่านต้องขึ้นบันไดไปชั้น 2หรือ3 ของอาคารต่างๆ พยายามใช้บันไดแทนการขึ้นลิฟท์  วิธีนี้เป็นผลดีต่อหัวใจ ปอด และกล้ามเนื้อขา  แต่ต้องระวัง ถ้าท่านมีปัญหาเกี่ยวกับข้อ เข่า และการทรงตัว

·        การทำงานบ้านและการทำสวน  เป็นประโยชน์ในแง่ของการออกกำลังกาย แต่ให้ระวังท่าทางของร่างกายที่ผิดปกติมากๆ เช่น งอหลังนานเกินไป ยกของ หรือขุดงัดของหนักเกินไป

·        ถ้าจะออกกำลังกายให้เหนื่อยยิ่งขึ้น การเดินอย่างเร่งรีบ การวิ่งเหยาะๆ การว่ายน้ำ การถีบจักรยาน ฯลฯ  ต่างเป็นสิ่งที่ดีทั้งสิ้น

·        โยคะ รำมวยจีน อาจฝึกได้ทุกช่วงอายุ และฝึกติดต่อกันได้จนถึงวัยสูงอายุ

·        กีฬาต่างๆ คงเล่นต่อไปได้ แต่พยายามละเว้นการแข่งขันและพยายามเล่นกีฬาทุกชนิดกับบุคคลที่อยู่ในรุ่นราวคราวเดียวกัน

·        การออกกำลังกายควรเป็นสิ่งที่ให้ความสนุกสนาน การเคลื่อนไหวแต่ละก้าว ต้องมีความรู้สึกที่สง่างาม สะดวกสบาย การออกกำลังกายควรเหมือนกับการเต้นรำ เป็นการแสดงออกถึงความรู้สึกถึงภายในจิตใจ

 

ส่วนสำคัญที่สุดของร่างกายที่ต้องได้รับการออกกำลังกายคือ หัวใจและระบบหมุนเวียนของเลือด อย่างน้อยต้องได้รับการออกกำลังกายอาทิตย์ละ 3 ครั้ง ครั้งละไม่ต่ำกว่า 15 นาที คุณจะออกกำลังกายอย่างไรก็ได้ตามที่คุณพอใจ  เช่น กระโดดโลดเต้น เต้นรำ วิ่งเหยาะๆ หรืออะไรอย่างอื่นที่ทำให้คุณเหนื่อย แต่ต้องไม่ลืมว่าต้องไม่ให้เหนื่อยมากจนเกินไป

ในขณะที่ออกกำลังกาย ยืนรอรถเมล์ กำลังขับรถ ขณะที่นั่งอยู่บนโต๊ะในห้องประชุม ในโรงภาพยนต์ หรือแม้แต่กำลังนอนอยู่บนเตียง  คุณอาจออกกำลังกล้ามเนื้อหน้าท้องได้ โดยการผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่หย่อนก่อนแล้วค่อยๆเกร็งให้แข็ง  ทำเช่นนี้เรื่อยๆ ทุกครั้งที่มีโอกาส  จะทำให้มีกล้ามเนื้อหน้าท้องที่แข็งแรง 

·        พยายามเดินก้าวยาวๆ และเร็ว

·        เมื่อตื่นนอนขึ้นมายามเช้า การเหยียดแขนให้มากที่สุดเหมือนแมวที่พึ่งลุกจากการหลับ  การเหยียดแขนในลักษณะนี้เป็นการผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่ดีมาก

·        ขณะนั่งอยู่บนเก้าอี้ เอามือสองข้างจับที่นั่งไว้ แล้วออกแรงเกร็งเหมือนจะยกก้นตัวเองขึ้น

·        ถ้ามีโอกาสลองเดินโดยให้ส้นเท้าสัมผัสกับพื้นน้อยที่สุด

·        หลังจากอาบน้ำแล้วใช้ผ้าเช็ดตัวอย่างแรง

·        นั่งให้หลังเหยียดตรงเสมอ  ท่วงท่าดีทำให้สุขภาพดี

·        นั่งหลังพิงเก้าอี้ ยกขาสองข้างขึ้นจนขนานกับพื้น ข้อเท้าชิดกันแล้วหมุนปลายเท้าเป็นรูปวงกลมซ้ำๆ ข้างละทาง ทำเช่นนี้สัก 5 ครั้ง

·        จำไว้ว่า อย่ากลั้นหายใจขณะที่ออกกำลังอยู่ ถ้าคุณเหนื่อยมาก คุณอาจใช้ทั้งปากและจมูกหายใจ  ไม่จำเป็นต้องใช้แต่จมูกอย่างเดียว

 

การออกกำลังกายนั้น สามารถทำได้หลายวิธี  นอกจากวิธีที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ กระแสของการออกกำลังกายเพื่อการรักษาอาการเจ็บป่วยบางอย่าง เช่น โรคเครียด หรือโรคที่เกิดจากความเครียด ฯลฯ กำลังเป็นที่นิยมากขึ้น  เนื่องจากเป็นการออกกำลังกายไปพร้อมๆกับการฝึกสมาธิ  ยกตัวอย่าง เช่น   การฝึกโยคะ

 

โยคะ

                ในช่วงไม่กี่ปีมานี้มีการนำโยคะมาใช้รักษาอาการเจ็บป่วยบางอย่างเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะโรคเครียดและโรคอื่นๆที่มีสาเหตุมาจากความเครียด เนื่องจากวิธีของโยคะจะเน้นการฝึกทั้งร่างกายและจิตใจไปด้วยกัน จึงช่วยบรรเทาอาการเครียดได้  โยคะเป็นศาสตร์ที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน ในยุคเริ่มแรกศาสตร์ดังกล่าวเป็นเรื่องของจิตล้วนๆ ว่าด้วยการฝึกจิตเพื่อนำไปสุ่การหลุดพ้น เมื่อเวลาผ่านไป เทคนิคต่างๆ รวมทั้งการฝึกฝนร่างกาย ได้รับการคิดค้นรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของศาสตร์นี้  อย่างไรก็ตามเทคนิคหลายอย่างโดยเฉพาะทางด้านกาย ซึ่งมีรูปธรรมชัดเจนนั้น   ได้เข้าสู่ประเทศทางตะวันตก  มีผู้สนใจเป็นจำนวนมากที่จะทำการศึกษาเกี่ยวกับโยคะ ยิ่งศึกษายิ่งรับรู้ถึงประโยชน์ของโยคะ  รวมทั้งได้ค้นพบประโยชน์การของโยคะในแง่การบำบัดโรค จึงส่งผลให้โยคะได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง

 

 

โยคะ คืออะไร ?

 

โยคะ คือ การบริหารกาย ลมหายใจ และ การผ่อนคลาย (อาสนะ และ ปรารณายาม) โดยเว้นหรือข้ามส่วนที่เป็นการฝึกจิตโดยตรง ขณะเดียวกันยังคงแฝงนัยแห่ง การฝึกจิดโดยอ้อมอยู่อย่างครบถ้วน              คำว่า อาสนะ มาจากรากศัพท์ภาษาสันสกฤตว่า อาส ซึ่งหมายถึง มีอยู่ อาศัยอยู่ใน นั่งเงียบๆ อยู่อาศัย พำนัก ตามศัพท์ อาสนะ หมายถึง การนั่งหรือนั่งในท่าใดท่า หนึ่ง ในเรื่องโยคะอาสนะ หมายถึง ท่าและตำแหน่งตางๆ ในการฝึกโยคะ เช่น การยืนด้วยศีรษะ (ศีรษะอาสนะ) ท่าดอกบัว (ปัทมอาสนะ) ฯลฯ                   อาสนะนับเป็นหนึ่งในแปดแขนงของโยคะแบบดั้งเดิม ในตำราโยคะสูตร มีส่วนที่ ว่าด้วยปรัชญาของโยคะ คือ "ปธังชลี" ซึ่งให้คำจำกัดความอาสนะด้วยคำ 2 คำ คือ เสถียร และสุขุม เสถียรหมายถึง ความมั่นคง ความคงที่ ความแน่วแน่ โดยมากจากราศัพท์ว่า สถ ซึ่งหมายถึงการยืน สุขุมหมายถึงการผ่อนคลาย สบาย ความสุขเมื่อจิตของกายอยู่ในสภาวะที่ตรงข้ามกับเสถียรและสุขุม กล่าวคือ อยู่ในสภาวะไม่คงที่จำกัด ร้อนรนและไม่มีสมาธิจะทำให้เรามีแนวโน้มที่จะใช้ชีวิตอย่างยาก ลำบาก ขัดแย้ง เครียด และขาดความสุข การฝึกโยคะช่วยสร้างความคงที่และผ่อนคลายที่สัมผัสได้ ผ่านจิตของกาย อันจะก่อประโยชน์ทั้งด้านสมาธิและชีวิตประจำวันโดยทั่วไป

การฝึกโยคะนั้นต่างจากการออกกำลังกายแบบอื่นๆ ที่เป็นที่นิยมกัน เช่น แอโรบิค ยกน้ำหนัก หรือวิ่งอย่างสิ้นเชิง จุดประสงค์ของการฝึกอาสนะไม่ใช่การพัฒนาความแข็งแรงของกล้าม เนื้อ หรือความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหัวใจ (แม้โยคะจะมีประโยชน์เช่นนั้นด้วยก็ตาม) แต่โยคะมีจุด ประสงค์เพื่อฟื้นฟูจิตของกายให้กลับมาสู่สภาวะความเป็นอยู่ที่ดี ผ่อนคลาย และตื่นตัวอยู่เสมอ                การฝึกโยคะมีผลต่อจิตของกายในทุกๆ ด้าน เช่น ด้านร่างกายโดยผ่อนคลาย รักษา และสร้างความแข็งแรง ยืดเส้นยืดสายระบบกระดูก กล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อหัวใจ ระบบการย่อยอา หาร ต่อมต่างๆ ในร่างกาย และระบบประสาท ผลทางด้านจิตใจ จะเกิดผ่านการสร้างจิตใจที่สงบ ความตื่นตัวและสมาธิ ผลทางด้านจิตวิญญาณ คือ การเตรียมพร้อม สำหรับการทำสมาธิ และสร้างความแข็งแกร่งจาก "ภายใน"

 

ทำไมจึงต้องฝึกโยคะ

ปัจจุบันมนุษย์ในเมืองใหญ่ ๆ ทั้งหลาย ระบบชีวิตของมนุษย์ได้ถูกกระทำจากสภาพแวดล้อมในด้านต่าง ๆ รวมถึงอาชีพต่าง ๆ ในลักษณะที่ก่อผลด้านลบต่อสิ่งที่เราเรียกว่า ชีวิต มากยิ่งขึ้น ในด้านร่างกาย ต้องทำงานตรากตรำวันละหลาย ๆ ชั่วโมง เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย แห่งความอยู่รอด ในสภาพการณ์เช่นนี้ได้ทำให้มนุษย์อ่อนแอลงทุก ๆ ขณะ จิตใจมนุษย์ก็อ่อนล้าเช่นเดียวกับร่างกาย ระบบสังคมที่ดำเนินไปด้วยความเร่งรัด แข่งขัน เอารัดเอาเปรียบ ทำให้จิตใจของมนุษย์ต้องต่อสู้ดิ้นรนอย่างเต็มที่ ลักษณะรวม ที่เด่นชัดของมนุษย์ในยุคปัจจุบันคือ ความรู้สึกไม่พอใจในสิ่งที่ตนมี ความรู้สึกทะยานไป ไปข้างหน้าตลอดเวลา ในสภาพเช่นนี้ อยากที่มนุษย์จะพอสันติสุข คงมีแต่ความทุกข์ กล่าว โดยรวม มนุษย์สมัยใหม่ดำเนินชีวิตอยู่ในท่ามกลางความทุกข์ ความอ่อนแอของทั้งร่างกาย และจิตใจ  ถ้าเช่นนั้นมนุษย์จะมีทางออกสำหรับสภาพการณ์ที่เป็นอยู่นี้อย่างไรกัน ในด้านหนึ่ง มนุษย์ควรได้มีการงานที่เหมาะสมที่ทำให้ร่างกายทุกส่วนได้เคลื่อนไหวอย่างสมดุล ซึ่งเป็น เรื่องที่ยากในสังคมสมัยใหม่ หาไม่แล้วมนุษย์ก็ควรมีเวลาสำหรับการออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างสมดุลของร่างกายดังกล่าว ในอีกด้านหนึ่ง มนุษย์ควรสร้างความเข้าใจในวิถีชีวิตของตน  มองเห็นคุณค่าของการอยู่ร่วมกันอย่างสมัครสมานสามัคดี ยินดีในความร่วมมือช่วยเหลือ มากกว่าการแก่งแย่งแข่งขัน และไม่ผูกชีวิตอยู่กับความสำเร็จในด้านปัจจัยยังชีพจนเกินสมควร  ในขณะเดียวกันก็ควรฝึกจิตใจให้เข้มแข็งให้มีความมั่นคง พร้อมที่จะเผชิญกับสภาพ การณ์ต่าง ๆ ของชีวิตได้อย่างเหมาะสม

ในด้านแรกเรารู้จักกันในรูปแบบต่าง ๆ ของการบริหารกาย ไม่ว่าจะเป็นการกีฬาประเภทต่างๆ  การวิ่ง มวยจีน หรือการเต้นแอโรบิค และในด้านหลังซึ่งเรารู้จักในนามของ ศาสนธรรม ปรัชญาชีวิต หรือการฝึกสมาธิ มนุษย์ต้องการทั้งสองด้านเพื่อจิตที่สมดุล จะมีระบบอะไรหรือไม่ที่รวมเอาการบริหารกายและการฝึกฝนจิตใจไว้ในที่เดียวกัน ซึ่งเมื่อเราปฏิบัติ หรือฝึกฝนแล้วจะได้รับผลดีทั้ง 2 ด้านพร้อม ๆ กัน คำตอบก็คือ "โยคะ" เนื่องจากโยคะเป็นการ บริหารที่ต้องอาศัยการสังเกต และความละเอียดอ่อนรวมทั้งความแน่วแน่มั่นคงของจิตใจพร้อมกันไป โยคะจึงเป็นทางออกที่ดีวิถีทางหนึ่งสำหรับสภาพการณ์ปัจจุบันของมนุษย์

 

ข้อดีของการฝึกโยคะ

·        การฟื้นฟูสมดุลการทรงตัว ความยืดหยุ่น ความแม่นยำ

·        สุขภาพ และร่างกายที่แข็งแรง

·        การสร้างความสงบด้านจิตใจ ความสมดุลด้านอารมณ์ และความแข็งแรง ”ภายใน”

·        ในด้านร่างกาย ท่าโยคะช่วยกระตุ้นต่อม อวัยวะกล้ามเนื้อ และผ่อนคลายความปวดเมื่อย

·        ทำให้การย่อยอาหารและการไหลเวียนของโลหิตดีขึ้น  อาการอันมีผลมาจากความเครียด เช่น  การนอนไม่หลับ ความเหนื่อยล้า กล้ามเนื้อกระตุก ความกังวล และอาการอาหารไม่ย่อย จะดีขึ้นมาก

·        การฝึกท่าโยคะอย่างต่อเนื่องจะมีผลอย่างล้ำลึกต่อร่างกายภายใน  โดยทำให้เกิดความมั่นคงทางอารมณ์ สมาธิ และความมั่นใจ

·        ปฎิบัติได้ทุกโอกาส



หน้า 1/1
1
[Go to top]



Copyright © 2010 All Rights Reserved.