ReadyPlanet.com
dot dot
dot
เครื่องดื่มสมุนไพรมะเขือพวง
dot
bulletมะเขือพวงกับสุขภาพ
bulletมะเขือพวงกับโรคเบาหวาน
bulletหนังสือคู่มือมะเขือพวง
dot
น้ำสมุนไพรสกัดชีวภาพ
dot
bulletน้ำสมุนไพรสกัดชีวภาพคืออะไร
bulletคุณค่าน้ำสมุนไพรสกัดชีวภาพสารต้านอนุมูลอิสระและวิตามิน
bulletจุลินทรีย์กับน้ำสมุนไพรสกัดชีวภาพ
bullet เคล็ดลับ 6 ประการของการมีสุขภาพดีด้วยน้ำ บีวี
dot
ผลิตภัณฑ์
dot
bulletเครื่องดื่มสมุนไพรชามะเขือพวง
bulletน้ำสมุนไพร Be-v
bulletเครื่องสำอางชีวภาพ
dot
สมุนไพรกับสุขภาพองค์รวม
dot
bulletสมุนไพรที่มีสรรพคุณในการบำบัดและส่งเสริมสุขภาพองค์รวม
dot
ถามตอบเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์
dot
bulletถาม-ตอบ ผลิตภัณฑ์สมุนไพรชามะเขือพวง
bulletถาม-ตอบ ผลิตภัณฑ์น้ำสมุนไพรสกัดชีวภาพ
dot
ข่าวบทความเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์
dot
bulletข่าวผลิตภัณฑ์ในหนังสือวารสาร
dot
หนังสือนวัตกรรมสุขภาพ
dot
bulletโพรไบโอติก จุลินทรีย์เพื่อชีวิต
bulletหนังสืออื่นๆ
dot
Holistic Way to Health & Wealth วิถีองค์รวมสู่สุขภาพที่ยั่งยืน 6 อ.
dot
bulletอ.อากาศ เพิ่มภูมิต้านทานโรค
bulletอ.อาหาร เพื่อสุขภาพ
bulletอ.แอควา น้ำเสริมสุขภาพ
bulletอ.ออกกำลังกาย ป้องกันโรค
bulletอ.อารมณ์ สมาธิบำบัดโรค
bulletอ.อุจจาระ สะท้อนสุขภาพ
dot
ศูนย์สาธิตพลังพีระมิดเพื่อสุขภาพ
dot
bulletเครื่องพีระมิดเสริมสุขภาพ
dot
อื่นๆที่น่ารู้
dot
bulletองค์ความรู้พระอาจารย์รัตน์ รตนญาโณ




อ.อารมณ์
อ.อารมณ์ สมาธิบำบัดโรค Be Virtue by Meditation Intuition

อารมณ์หรือความรู้สึก  ความเป็นไปแห่งจิตใจในขณะหรือช่วงเวลาหนึ่งๆ เป็นสิ่งที่มีอิทธิพลต่อสุขภาพมาก  มักมีคำพูดที่กล่าวว่า “ กายและจิตสัมพันธ์กัน ”  ถ้าอารมณ์เสีย ขุ่นมัว ก็จะสนับสนุนการเกิดสุขภาพที่ทรุดโทรม แต่ถ้าอารมณ์ดี แจ่มใส ก็จะทำให้สุขภาพสมบูรณ์

 

การบริหารจิต

            การบริหารจิต มีทั้งทางด้านป้องกันและด้านส่งเสริมหลายระดับ ดังต่อไปนี้

1.       การประกอบอาชีพโดยสุจริต  การกล่าววาจาโดยชอบ  การไม่เบียดเบียนผู้อื่น  และการไม่ตกเป็นทาสของเครื่องเสพติดมึนเมาให้โทษต่างๆ  ย่อมเป็นการป้องกันความเดือดร้อนใจด้วยประการต่างๆ  ทำให้จิตใจมีโอกาสอยู่ในสภาวะตั้งมั่นได้มากขึ้น

2.       ความขยันขันแข็ง และความมีน้ำใจในการช่วยเหลือในกิจการงาน  เป็นเรื่องสำคัญที่ส่งเสริมสุขภาพจิต  คนบางคนขี้เกียจ พยายามเลี่ยงงาน ไม่มีน้ำใจช่วยเหลือในกิจการงาน คนชนิดนี้ย่อมเป็นที่รังเกียจ เป็นที่ซุบซิบนินทาของผู้อื่น และไม่ได้รับความเมตตาช่วยเหลือตามสมควร  อยู่ที่ไหนก็ไม่มีใครชอบ ไม่มีความสุข  ตรงข้ามกับคนที่หนักเอาเบาสู้ เต็มใจเข้าช่วยทำการงานต่างๆทั้งในหน้าที่ของตนเองและทั้งงานของผู้อื่น ย่อมเป็นที่รักใคร่เมตตาของคนทั้งหลาย  ส่งเสริมภาวะจิตใจทั้งของตนเองและผู้อื่นให้เป็นไปในทางที่จะได้ประโยชน์สูงขึ้น  ความขยันจึงเป็นรากฐานที่สำคัญสำหรับความสุข  ความขี้เกียจย่อมนำความทุกข์มาให้

3.       การทำให้การงานเป็นความสุขเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง เพราะมนุษย์ต้องทำงาน ถ้าทำงานด้วยความทุกข์ทนหม่นหมอง เบื่อหน่าย รำคาญ หงุดหงิด  ย่อมเป็นการบั่นทอนความสุขอย่างร้ายแรง  ทำให้การงานไม่ได้ผลดี และชักนำไปสู่ความเดือดร้อนต่างๆ เช่น เพื่อนร่วมงานหรือผู้ที่ได้รับผลจากการงานของเราไม่พอใจ  ถ้าผู้ใดสามารถทำงานแล้วรู้สึกสนุกและมีความสุขได้ ย่อมได้ประโยชน์มากขึ้น  การทำงานด้วยความตั้งใจ ด้วยความประณีต โดยหวังเกื้อกูลผู้อื่น ย่อมก่อให้เกิดความปิติ ความภูมิใจและรู้สึกเป็นสุข  ไม่ว่าอาชีพหรืองานนั้นจะเป็นอะไร เช่น สอนหนังสือ เป็นหมอ เป็นพยาบาล เป็นกรรมกร ชาวนา หรือทำงานบ้าน  ถ้าทำด้วยเจตนาดังกล่าวข้างต้นแล้ว ย่อมนำความปิติภาคภูมิใจมาสู่ผู้ปฏิบัติ และทำให้สุขภาพดี

4.       การออกกำลังกายจนเหงื่อออกพอสมควรเป็นประจำทุกวัน  ทำให้ระบบประสาทคลายความเครียดดังที่ได้กล่าวไว้แล้ว

5.       อย่าวิตกกังวลในเรื่องต่างๆมากเกินไป  ผู้ที่คิดหรือหมกมุ่นอยู่แต่เรื่องของตัวเองตลอดเวลา เช่น กลัวจะไม่รวย กลัวจะขาดทุน กลัวจะไม่สวย กลัวคนจะไม่รัก กลัวจะไม่มีชื่อเสียง กลัวคนนินทาว่าร้าย กลัวจะเป็นโรคนั้นโรคนี้  ย่อมทำให้จิตใจไม่เป็นสุขและเกิดความเจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นจริงๆ  แต่ถ้าตัดความกังวลของตัวเองได้มากเท่าใด จะยิ่งสบายขึ้นเท่านั้น จะมีความสุขและเกิดโรคน้อย  ลองมองไปรอบๆตัว นึกถึงคนอื่นๆจำนวนเป็นหมื่นล้าน ซึ่งลำบากทุกข์ยากกว่าเรามากมาย ทำอย่างไรจะช่วยเขาได้  การพยายามช่วยเหลือผู้อื่นด้วยประการต่างๆ  เช่น ไม่เอาเปรียบเขา ไม่ขูดเลือดคนอื่น พูดจาไพเราะ เกื้อกูลให้ปันสิ่งของ ทำบุญ ทำทาน โดยบริสุทธิ์ใจ  เหล่านี้ล้วนเป็นการลดความเห็นแก่ตัว ทำให้จิตคลายความเครียด จิตที่คิดอยากจะได้ จะมีแต่ความเครียด แต่จิตที่คิดจะให้นั้น จะมีความเบาสบาย มีความสุขและโรคน้อย นั่นแหละคือที่เรียกว่า “ได้บุญ” หรือได้กุศล

6.       การฝึกแผ่ความรัก หรือแผ่เมตตาเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง  คนเรานั้นปกติจะเมตตาตัวเองมากแต่เมตตาผู้อื่นน้อย จะสังเกตว่าไม่ค่อยมีใครโกรธหรือโทษตัวเอง แต่มักจะโกรธและโทษผู้อื่น  เมตตาเป็นเครื่องบำบัดความโกรธและพยาบาทได้ เราต้องฝึกเมตตาให้ขยายขอบเขตออกไปเรื่อยๆ จะทำให้ใจของเราสงบ  เมตตาเป็นเครื่องปราบความโกรธ จึงทำให้คลายความหงุดหงิดและรำคาญ  จิตของเราขณะที่แผ่เมตตานั้นจะอยู่ในภาวะที่เป็นกุศล เมื่อมีการพูดจาติดต่อกันกับผู้อื่นก็เป็นไปด้วยดี

7.       การสวดมนต์ภาวนา เป็นการบริหารจิตอย่างสูง มนุษย์เรียนรู้ความทุกข์จากการที่จิตฝักใฝ่อยู่แต่ในเรื่องของตนเอง จึงเกิดมีการสวดมนต์ขึ้น ถ้าจิตใจจดจ่ออยู่ในคำสวด ก็เป็นการเอาจิตออกจากความจดจ่อในเรื่องของตัวเอง  ทำให้จิตสงบที่เรียกว่า”สมาธิ”  คนที่เคยฝึกสมาธิจึงจะทราบว่าความสุขที่เกิดจากสมาธินั้นมากมายเพียงใด  เพราะจิตใจเบาสบายอย่างที่ไม่เคยพบมาก่อนในชีวิตประจำวัน  ความสุขจากสมาธินั้น ถ้าฝึกแล้วย่อมหาได้ง่ายไม่เสียเงิน และเป็นความสุขที่เหนือกว่าความสุขอื่นๆ จึงน่าจะทดลองปฏิบัติดู  การฝึกสมาธิมีวิธีการหลายอย่าง เลือกใช้ได้ตามความถนัดของแต่ละคน วิธีที่นิยมกันมากคือ การกำหนดให้รู้ลมหายใจเข้าออกที่เรียกว่า “อานาปานสติ” พูดอย่างสั้นๆ คือ หายใจเข้าก็รู้ว่ากำลังหายใจเข้า หายใจออกก็รู้ว่ากำลังหายใจออก  ทำช้าๆนานๆ จนจิตสงบ

ขั้นที่เหนือกว่าสมาธิ คือ การเกิดปัญญา ซึ่งต้องนับว่าเป็นการบริหารหรือการพัฒนาจิตโดยสมบูรณ์  การรู้เท่าทันสิ่งเหล่าทั้งหลายตามความเป็นจริง คือ ไตรลักษณะ อันได้แก่ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา  ย่อมเป็นปํญญาอันสูงสุดของมนุษย์ ผู้ที่เจริญสมาธิและปัญญาย่อมมีปัญหาน้อย มีโรคน้อยและอายุยืน

  

ธรรมรักษาสุขภาพ

การรักษาโรคภัยไข้เจ็บ ไม่ใช่ว่าจะต้องใช้แต่เภสัชวัตถุอย่างเดียว ธรรมโอสถ ยาธรรมะ ก็ใช้รักษาโรคได้เช่นเดียวกัน

                เราก็ทราบกันแล้วว่าชีวิตของเราแต่ละคน ประกอบไปด้วยใจ ที่ทำหน้าที่สั่ง คือกาย ที่กายไปไหนมาไหนได้ ก็เพราะมีใจเป็นตัวกำกับ เป็นตัวทำให้เราคิดนึก ตอบสนองต่อสิ่งที่มากระทบ  ถ้าไม่มีใจเสียอย่าง กายของเราก็เหมือนท่อนฟืน จะเอาไปทำอะไร กายก็ไม่รู้สึก ไม่เจ็บไม่ปวด ไม่สุข ไม่ทุกข์ ที่เรามีปฏิกิริยาสนองต่อสิ่งต่างๆ ที่มากระทบได้ ก็เพราะเรามีส่วนที่เรียกว่า ใจ ที่เป็นธาตุรู้ พลังรู้
      ใจที่เป็นพลังรู้นี้ มีความสัมพันธ์กับพลังทั้งหลายในจักรวาลได้ บางท่านเชื่อว่า เราต้องดูดาวต้องเชื่อโหราศาสตร์ เชื่อฮวงจุ้ย เชื่อฤกษ์ เป็นต้น แต่ก็มีผู้ติงว่า ชาวพุทธนั้น พระพุทธองค์ทรงสอนให้เชื่อในการกระทำที่มีผลสนองตามเจตนาแห่งการกระทำ  ดังคำตรัสที่ว่า ของทุกอย่างมาแต่เหตุ  แต่ท่านก็มิได้ปฏิเสธสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ว่า จะไม่มีความหมายเสียเลย  ท่านเพียงแต่ให้เราเข้าใจว่า ถึงแม้สิ่งทั้งหลายจะมีแรงสัมพันธ์กับใจของเราได้
       
       พระพุทธองค์ทรงรับเรื่องโหราศาสตร์ เรื่องอิทธิพลต่างๆ เหล่านี้ แต่ไม่ได้หมายเลยไปว่า ถ้าสิ่งเหล่านี้มีอยู่ เราจะต้องปล่อยใจของเราให้ตกอยู่ในอิทธิพล  ท่านทรงสอนให้เราเฝ้าดู จนรู้ชัดว่า ถึงจะมีเหตุ มีปัญหา เราก็สามารถป้องกัน แก้ไข เปลี่ยนแปลงได้ ด้วยการเพียรพยายามตั้งสติ ระลึกรู้สึกทั่วพร้อมอยู่ ไม่ประมาท       
       ไม่ว่าสิ่งที่บังเกิดขึ้นกับชีวิตของเรา จะเป็นแง่ดีหรือแง่ร้าย จะเป็นอุปสรรคเป็นปัญหาก็ตาม เราอย่าท้อถอยหรือเสียกำลังใจ  ของทุกอย่างย่อมมาแต่เหตุ ถ้าเรารู้ว่าเหตุเก่าของเราไม่ดี ไม่ว่าจะทำอะไร ก็เหมือนธรรมชาติสภาพแวดล้อมเข้ามาบั่นรอน เราก็เร่งประกอบเหตุใหม่...เหตุปัจจุบัน แต่ละขณะ ลงไปให้เต็มเม็ดเต็มหน่วย ด้วยสติสัมปชัญญะ ปัญญา ด้วยความพากเพียร เราก็สามารถปรับเปลี่ยนอุปสรรคและปัญหา ให้กลายมาเป็นความสำเร็จได้ เพราะไม่มีพลังใดในจักรวาล จะสามารถต้านทานพลังใจของมนุษย์ ที่มุ่งมั่นเอาจริงเอาจังได้ ดังคำที่ว่า ทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยใจ
       
       ตรงนี้ คือสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของความเป็นมนุษย์ของเรา และเป็นแนวทางของพุทธศาสนา ที่พระพุทธองค์ทรงสอนไว้ว่า ไม่ว่าเหตุเก่าของเรา จะเป็นอะไร ก็ไม่ได้เป็นเครื่องริดรอนเราว่า เราจะไม่มีวันไปถึงจุดที่มุ่งหวังตั้งใจได้  เราอาจจะต้องทำงานหนักเหนื่อยกว่าคนอื่น เพราะเราบังเอิญก่อหนี้สินไว้ล้นพ้นตัว แต่ไม่ได้หมายความว่า การมีหนี้สินจะเป็นการขีดคั่นว่า เราเป็นบุคคลต้องสาป หมดสิทธิจะประสบความสำเร็จ
       
       ถ้าเราตระหนักตรงนี้แจ่มชัด และตั้งใจจริงจังว่า ทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยใจ แล้วเรามุ่งมั่น ลงมือประกอบแต่สิ่งที่เป็นสัมมาทิฐิ สิ่งที่เป็นมรรค ปัญหาทั้งหลายย่อมคลี่คลายไป แล้วเราก็ประสบความสำเร็จได้ในที่สุด
       
       หากใจเชื่อมั่นอย่างนี้ ลงมือทำตั้งแต่วินาทีนี้ เราจะพบอะไรหลายๆ อย่างที่เคยท้อใจ แต่พอเราเริ่มตั้งมั้นในการจะทำอะไรสักอย่าง ถึงแม้จะมีแต่อุปสรรคอยู่บ้าง ก็จะเริ่มคลี่คลายไป    

 

พลังจิตบำบัด 

 

            จิตใจดีมีผลกระทบโดยตรงต่อร่างกาย ส่วนความเครียด ความวิตกกังวลและความสับสนทางอารมณ์ ก่อให้เกิดปฏิกิริยาต่อร่างกายหลากหลายรูปแบบ  ดังนั้น การทำจิตให้สงบเย็น  ไม่แกว่งไกว  ส่ายทอดไปหาสิ่งมัวหมองทั้งหลาย  ย่อมเป็นรากฐานสำคัญของคนมีสุขภาพดี“พลังจิตบำบัด”  เป็นการแนะนำวิธีปล่อยวางความทุกข์ทั้งหลาย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแนวทางปฏิบัติที่อยู่ในคัมภีร์พุทธศาสนาของธิเบต 

นักวิจัยวิทยาศาสตร์แผนใหม่ทางด้านสภาวะอารมณ์ที่ส่งผลกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกัน ( Psychoneuroimmunology ) ซึ่งศึกษาความเชื่อมโยงที่เกี่ยวกับชีววิทยาระหว่างจิตใจ  ร่างกายและระบบภูมิคุ้มกัน  ได้เน้นองค์ความรู้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของร่างกายและจิตใจ  ศูนย์กลางของสมองที่ทำหน้าที่ควบคุมอารมณ์ ไม่เพียงเชื่อมโยงกับระบบภูมิคุ้มกันอย่างแนบแน่นเท่านั้น แต่ยังโยงไปถึงระบบที่เกี่ยวเนื่องกับหัวใจและหลอดเลือด ( CardioVascular System ) ด้วย  ในสภาวะที่ร่างกายมีความตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง  ร่างกายจะถูกกดดันให้ตอบสนองต่อสิ่งต่างๆอย่างต่อเนื่อง  ทำให้ฮอร์โมนต่างๆ เกิดความแปรปรวนจนสามารถต่อสู้กับไวรัสและการก่อตัวของมะเร็งอ่อนแอลง  ผลที่สุดแล้วความอ่อนแอต่อโรคภัยไข้เจ็บทั้งหลายจะเพิ่มมากขึ้น  ตรงกันข้าม  จิตใจที่สงบสุขนั้นสามารถปกป้องสุขภาพของร่างกายไว้ได้ กฏดังกล่าวเป็นพื้นฐานทางการแพทย์ของชาวทิเบตโบราณที่ไม่เคยมองข้ามความสำคัญแห่งการเกี่ยวเนื่องกันระหว่างร่างกายและจิตใจ

                                ในพระพุทธศาสนานั้น การวินิจฉัยและการบำบัดรักษาถูกบรรจุอยู่ในธรรมมะสูงสุด 4 ประการ นั่นคือความจริงที่ว่า มนุษย์ทุกคนล้วนมีทุกข์   มีเหตุแห่งทุกข์ (สมุทัย)  มีการดับทุกข์ (นิโรธ)  และวิถีทางพ้นทุกข์(มรรค)  ซึ่งการปฏิบัติตามวิถีทางดังกล่าวคือทางเลือกหนึ่งที่เราสามารถกระทำได้  แม้ขณะที่กำลังต่อสู้อยู่กับอุปสรรคในชีวิตประจำวัน เราก็สามารถปรับปรุงคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นได้  จิตใจของมนุษย์ คือ กุญแจสำคัญ และด้วยการฝึกฝน ชักนำจิตใจอย่างเหมาะสม  เราสามารถสัมผัสประสบการณ์พลังอำนาจแห่งการบำบัดรักษาได้

                สำหรับการฝึกพลังจิตบำบัด ควรเลือกสถานที่ๆ เงียบสงบและกว้างขวางเพียงพอ ส่วนเวลาในการฝึกหัดนั้นสามารถใช้เวลาใดก็ได้ โดยเฉพาะช่วงเวลาในตอนเช้าตรู่ และสิ่งที่จำเป็นที่สุดของท่าทางต่างๆ ในการทำสมาธิ คือ การผ่อนคลายกล้ามเนื้อและเปิดช่องทางในร่างกาย เพื่อว่าพลังงานและลมหายใจสามารถไหลหลั่งได้อย่างสะดวกตามธรรมชาติ  เราควรผ่อนคลายความตึงเครียดของกล้ามเนื้อขณะทำสมาธิและทำจิตใจให้ว่างและตั้งมั่นในสมาธิ

                การกำหนดลมหายใจที่สำคัญอย่างยิ่ง คือ การหายใจอย่างสงบเป็นธรรมชาติ มีสติรู้ความเคลื่อนไหวของลมทั้งเข้าและออก  ส่วนเครื่องมือในการบำบัดรักษาที่ดีที่สุด คือ การสร้างจินตนาการ ซึ่งสามารถแปลงเปลี่ยนรูปแบบจิตใจในทางทำลายให้เป็นสร้างสรรค์

                จิตใจของเราประกอบด้วยพลังบำบัดความเจ็บปวดและสร้างความสุข ถ้าเราใช้พลังงานดังกล่าวให้เหมาะสมกับการดำรงชีวิต ใช้ด้วยท่าทีแห่งจิตใจในการสร้างสรรค์และเป็นสมาธิ ไม่เพียงแต่จะสามารถบำบัดความทุกข์ทางจิตใจและอารมณ์ได้ แต่ยังสามารถบำบัดปัญหาทางด้านร่างกายได้ด้วย

 

ดนตรีบำบัด                    

            คนตรี  คือ ลักษณะของเสียงที่ได้รับการจัดเรียบเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย  โดยมีแบบแผนและโครงสร้างชัดเจน  สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ 3 ด้านใหญ่ๆ คือ  เพื่อความสุนทรีย์ , เพื่อการบำบัดรักษา  และเพื่อการศึกษา

                ดนตรีมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย จิตใจ และการทำงานของสมองในหลายๆ ด้าน  จากการศึกษาวิจัยพบว่า  ผลของดนตรีต่อร่างกาย สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของ อัตราการหายใจ  อัตราการเต้นของชีพจร  ความดันโลหิต  การตอบสนองของม่านตา  ความตึงตัวของกล้ามเนื้อ  และการไหลเวียนโลหิตของเลือด  จึงมีการนำดนตรีมาประยุกต์ใช้ในการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ ทั้งร่างกายและจิตใจ  เรียกกันว่า  “ ดนตรีบำบัด ( Music Therapy )”

                ประโยชน์ของดนตรีบำบัดมีหลายประการ  เช่น  ช่วยปรับสภาพจิตใจ ให้อยู่ในสภาวะสมดุล มีมุมมองในเชิงบวก ผ่อนคลายความตึงเครียด  ลดความวิตกกังวล  กระตุ้น เสริมสร้าง และพัฒนาทักษะการเรียนรู้และความจำ  กระตุ้นประสาทสัมผัส การรับรู้  เสริมสร้างสมาธิ  พัฒนาทักษะสังคม  พัฒนาทักษะการสื่อสารและการใช้ภาษา  พัฒนาทักษะการเคลื่อนไหว  ลดความตึงตัวของกล้ามเนื้อ  ลดอาการเจ็บปวดจากสาเหตุต่างๆ  ปรับลดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม  สร้างสัมพันธภาพที่ดีในการบำบัดรักษาต่างๆ  และช่วยเสริมในกระบวนการบำบัดทางจิตเวช ทั้งในด้านการประเมินความรู้สึก  สร้างเสริมอารมณ์เชิงบวก  การควบคุมตนเอง  การแก้ปมขัดแย้งต่างๆ  และเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัว

 

ความมหัศจรรย์ของดนตรีกับมนุษยชาติ

  “ชนใดไม่มีดนตรีกาล ในสันดานเป็นคนชอบกลนัก”  เป็นส่วนหนึ่งในบทพระราชนิพนธ์ตอนหนึ่งทางด้านดนตรี ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6  ซึ่งเป็นข้อความที่เราชาวไทยทั้งหลายคุ้นเคยกันดี   ในบริบทของทีมสุขภาพจิต ได้มีการนำดนตรีมาใช้เพื่อการบำบัดรักษาผู้มีปัญหาทางสุขภาพจิตมาเป็นระยะเวลานานพอสมควร มีหลักฐานบางส่วนที่เป็นรายงานการศึกษาผลของดนตรีต่อการบำบัดทางจิตไว้ ดังนี้

มีรายงานการศึกษาเรื่องของดนตรีกับเรื่องของสุขภาพจิต จากการศึกษาของ จินตนา สงค์ประเสริฐ และคณะ โรงพยาบาลสวนปรุง กรมสุขภาพจิต ได้ศึกษาเรื่อง ดนตรีบำบัดกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และเผยแพร่ตีพิมพ์ใน วารสารจิตวิทยาคลินิก ปีที่ 26 ฉบับที่ 1 มกราคม - มิถุนายน 2538, 23-30 ความว่า

“ในปัจจุบันมีการนำดนตรีมาใช้บำบัดโรคต่าง ๆ ได้อย่างมีผลดียิ่งทั้งโรคทางกายและทางจิตเวช (กรีกเป็นชาติแรกใช้พิณดีดรักษาโรคซึมเศร้า) มีการค้นพบว่าดนตรีใช้ลดอาการเจ็บปวดจากการคลอดจากการถอนฟัน รักษาคนที่มีความเครียดกังวล แยกตัวจากสังคม หรือคนพิการซ้ำซ้อนได้ดีตลอดจนผู้ป่วยจิตเภท ผู้มีพฤติกรรมถดถอย เหงาเศร้าได้ ด้วยเหตุนี้จึงได้นำดนตรีบำบัดมาใช้กับผู้ป่วยจิตเวชทั้งโดยการเปิดเทปจังหวะเร้าใจ มีการขยับตัวเข้าจังหวะ ใช้ดนตรีแบบเคาะจังหวะ และอุปกรณ์เกิดเสียงให้ผู้ป่วยได้เขย่าหรือฟังเพลงแล้วให้บอกถึงความรู้สึกที่ได้จากเพลง โดยการบำบัดครั้งละ 1-1.30 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 2 ครั้งพบว่าผู้ป่วยมีอาการเรื้อรัง พฤติกรรมถดถอย แยกตัว จะกลับเข้าสู่สังคมได้อย่างรวดเร็ว ในชั่วโมงที่ 2 ของการบำบัดผู้เหงาเศร้าจะยิ้มแย้มได้ หลังจากไม่เคยยิ้มมานานแล้ว”  นี้เป็นรายงานการศึกษาของบุคลากรสุขภาพจิตในการชี้ให้เห็นคุณประโยชน์ของดนตรีกับการบำบัดผู้ป่วยจิตเวช

ขณะเดียวกันในต่างประเทศ ได้มีบทความรายงานพิเศษที่ได้อธิบายถึงความเกี่ยวข้องของดนตรีกับการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ ซึ่งบทความดังกล่าวได้เผยแพร่ทางหนังสือพิมพ์มติชนสัปดาห์ วันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2547 ปีที่ 25 ฉบับที่ 1267 ในหัวข้อ ดนตรี-คณิตศาสตร์ทางอารมณ์ (Music-Mathematics of Feelings) ของ Philip Bethge ซึ่งแปลมาจาก *บทความทางวิทยาศาสตร์จากในนิตยสารเยอรมัน "เดียร์สปีเกิ้ล" (Der Spiegel) ฉบับที่ 31/28 ก.ค.2546 โดย ดวงดี คงธัญญะงาม
ซึ่งให้มุมมองของดนตรีกับของอารมณ์ ไว้ดังนี้คือ

“เสียงเพลงสามารถชวนให้เกิดอารมณ์เศร้า หรือทำให้มีความปลาบปลื้มยินดี อีกทั้งทำให้หวาดกลัวจนขนลุกตั้งชันเสียวสันหลังขึ้นมาก็ได้ สิ่งนี้เป็นขึ้นได้อย่างไร นักวิจัยได้ทำการค้นคว้าเพื่อไขปริศนาว่าจากคลื่นแรงเหวี่ยงในธรรมชาตินั้น มันเปลี่ยนสภาพกลายมาเป็นอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ได้อย่างไร แล้วปริศนาของนักคีตกวีทั้งหลายมีความเป็นมาอย่างไร เพราะดนตรีนี่หรือเปล่า ที่ทำให้มนุษย์เป็นสัตว์สังคม  ดนตรีเป็นศิลปะที่แปลกที่สุดที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นมาเมื่อเทียบกับการวาดภาพ การแต่งกลอน การแกะสลักรูปปั้น เสียงสอดคล้องกันเพียงเสียงเดียว หรือทำนองเดี่ยวเฉยๆ ก็ยังไม่มีความหมาย

ในตัวแกนของดนตรีนั้น คือคณิตศาสตร์ล้วน เป็นแรงแกว่งของลมที่ถูกคำนวณด้วยตัวเลข-ซึ่งความถี่ห่างของแรงเหวี่ยงในอากาศนั้นๆ เข้าไปทับซ้อนกัน แล้วความมหัศจรรย์อย่างหนึ่งก็บังเกิดขึ้น-จากคณิตศาสตร์กลายมาเป็นความรู้สึกทางอารมณ์ ดนตรีสามารถกระตุ้นจิตใจได้อย่างลึกซึ้ง ให้เกิดการคิดถึงอาลัย หรือรู้สึกถึงความมีชัยชนะ แล้วเพราะเหตุไรจึงเกิดมีความสัมพันธ์กันระหว่างตัวเลขกับเสียง มนุษย์เริ่มร้องรำทำเพลงมาตั้งแต่เมื่อใด แล้วทำไมจึงต้องมีการร้องเพลง ด้วยเครื่องมืออันทันสมัย  นักวิทยาศาสตร์หลายแขนง เช่น นักจิตวิทยา นักประสาทวิทยา นักคำนวณ ผู้เชี่ยวชาญด้านสมอง นักวิชาการด้านดนตรี พากันสืบหาปรากฏการณ์ที่ว่านี้อย่างถึงรากถึงบึง ยิ่งค้นก็ยิ่งพบหลักฐานว่าดนตรีนั้นผูกพันอยู่กับชีวิตมนุษย์มานาน  ในยุคหินมีการนั่งล้อมกองไฟ และร้องเพลง พร้อมกับเต้นไปรอบๆ กองไฟ ในถ้ำที่พวกเขาอาศัยอยู่ได้พบขลุ่ยทำจากกระดูกหงส์ที่เจาะไว้ 3 รู คาดว่าจะมีอายุราว 35,000 ปี

เสียงที่เกิดขึ้นจะโดยธรรมชาติ หรือจากเครื่องดนตรีก็ตามเป็นขึ้นเนื่องจากมีการสั่นไหวหลายๆ ครั้ง แล้วแกว่งทับซ้อนกันไปมา ดนตรีกำเนิดมาแต่ธรรมชาติที่ผันแปรมาเป็นวัฒนธรรม เริ่มจากเสียงกระทบของท่อนไม้ที่กลวง เสียงหวีดคล้ายการผิวปากจากลมพัด เสียงกระแสน้ำไหล ใบไม้สีกันกรอบแกรบ เสียงเหยียบทรายดังกรอดๆ เสียงผึ้งพึมพำ หรือแม้แต่แค่ก้อนหินกลิ้งตกลงมาก็เป็นต้นเหตุให้มนุษย์รับรู้เรื่องดนตรีและนำไปตีความ   ในทำนองเดียวกับ จังหวะนั้นทำปฏิกิริยาต่อระบบสมองตรงส่วนที่รับรู้เรื่องเศร้า เรื่องยินดี ความใฝ่ฝัน ความปรารถนาต่างๆ ดังนั้น การชมภาพยนตร์ที่ไร้เสียงเพลงประกอบ จะไม่สามารถถ่ายทอดความรู้สึกให้ผู้ชมได้เลย  อาจกล่าวได้ว่าดนตรีคือผู้เปิดประตูให้เกิดความรู้สึกทางจิตใจ

นักค้นคว้าหลายคนยังสงสัยอีกว่า ธรรมชาติให้มีดนตรีไว้เร้าอารมณ์ซึ่งเป็นระบบที่ร่างกายจะให้รางวัลตนเอง อย่างนั้นหรือ บางรายมีการวิเคราะห์ว่าน่าจะเกี่ยวกับการหาคู่เพราะการร้องเพลงโดยเฉพาะในสัตว์ เช่น นก หรือแมลงส่งเสียงร้องเพื่อกระตุ้นให้เพศตรงข้ามมาผสมพันธุ์

เมื่อนักวิชาการทั้งหลายเห็นร่องรอยการสร้างสรรค์ของธรรมชาติดังกล่าวนี้ ก็เชื่อแน่ว่าคลื่นเสียงดนตรีที่เกิดจากการแกว่งไปมาของลม (หรือโมเลกุลในอากาศ) ตามตัวเลขอันซับซ้อน แล้วเข้ามากระทบกับเส้นประสาทหูจนเกิดกระบวนการไปกระตุ้นความรู้สึกทางอารมณ์ดังที่กล่าวมาแล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้ในสมองมนุษย์น่าจะต้องมีการวางรากฐานทางดนตรีไว้อยู่ก่อนแล้ว ดังนั้น เด็กตัวเล็กๆ จึงเป็นเป้าในการทดลองเพื่อ การศึกษาในเรื่องนี้ เพราะในหัวเด็กนั้นเขาถือว่ายังไม่ทันมีสีสันของวัฒนธรรมใดๆ เข้าไปย้อม 

คำถามที่ว่าธรรมชาติได้ฝังหลักสูตรความสอดคล้องในการประสานเสียงทั้งหลายไว้ในสมองมนุษย์ แล้วมีการถ่ายทอดยีนอันนี้ไปเรื่อยๆ ใช่หรือไม่นั้น หากจะเอาคำตอบนี้คงต้องไปหาอาสาสมัครที่แทบจะไม่มีโอกาสได้ยินเสียงเพลงเลยมาทดสอบ ซึ่งคงหาไม่พบแน่ เพราะเดี๋ยวนี้เป็นยุคไฮเทคอิทธิพลของดนตรีได้แพร่ขยายไปทั่วทุกหย่อมหญ้า ไปที่ไหนก็มีเสียงเพลงกระจายไปทั่วโลก เช่น ในเรือบินในรถยนต์ ในครัว ตามสำนักงาน ห้างสรรพสินค้า สถานีรถไฟ แม้แต่ในกระต๊อบของหมู่บ้านเล็กๆ ประเทศปาปัวนิวกินีแสนห่างไกลความเจริญก็ยังมีเสียงเพลงของ Robbie Williams แว่วมาตามสายลม

พูดถึงอิทธิพลของเสียงเพลงแล้ว จะเห็นบุคคลในตำแหน่งสำคัญต่างๆ ใช้เพลงเป็นที่ปลอบขวัญ และกำลังใจมนุษย์ เช่น ตอนที่กำแพงเมืองเบอร์ลินถูกพังทำลายเมื่อ พ.ศ.2532 นักการเมืองพากันร้องเพลงชาติอย่างกล้าหาญ หรือในวันที่ 11 กันยายน พ.ศ.2544 ในตอนค่ำหลังจากตึก World Trade ในเมืองนิวยอร์กถล่ม ผู้แทนราษฎรรวมกลุ่ม และพากันร้องเพลง "พระผู้เป็นเจ้าทรงอวยพระพรอเมริกา" (God bless America) เพื่อลดความชอกช้ำทางจิตใจ  ยิ่งในโบสถ์ การนมัสการไม่เคยเลยสักครั้งเดียวที่จะปราศจากการร้องเพลงถวายเกียตรพระผู้เป็นเจ้า นักค้นคว้าชาวอังกฤษ นาย Ian Cross จากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์กล่าวเสริมว่า "การมีเพลงเปรียบเสมือนมีสนามที่เล่นในจิตใต้สำนึก เพราะหัวใจของดนตรีนั้น ให้อิสระในการไปตีความ ทำให้เกิดการสร้างสรรค์ไปตามความนึกคิด และฝึกด้านจินตนาการ นั่นคือเรื่องจำเป็นที่ขาดไม่ได้ในการจะพัฒนาสมอง"

กล่าวโดยสรุป จะเห็นได้ว่าเรื่องของดนตรีที่มีผลต่ออารมณ์ (สุขภาพจิต) ของมนุษย์เรานั้นเป็นไปอย่างมหัศจรรย์ยิ่ง


      



หน้า 1/1
1
[Go to top]



Copyright © 2010 All Rights Reserved.