ReadyPlanet.com
dot dot
dot
เครื่องดื่มสมุนไพรมะเขือพวง
dot
bulletมะเขือพวงกับสุขภาพ
bulletมะเขือพวงกับโรคเบาหวาน
bulletหนังสือคู่มือมะเขือพวง
dot
น้ำสมุนไพรสกัดชีวภาพ
dot
bulletน้ำสมุนไพรสกัดชีวภาพคืออะไร
bulletคุณค่าน้ำสมุนไพรสกัดชีวภาพสารต้านอนุมูลอิสระและวิตามิน
bulletจุลินทรีย์กับน้ำสมุนไพรสกัดชีวภาพ
bullet เคล็ดลับ 6 ประการของการมีสุขภาพดีด้วยน้ำ บีวี
dot
ผลิตภัณฑ์
dot
bulletเครื่องดื่มสมุนไพรชามะเขือพวง
bulletน้ำสมุนไพร Be-v
bulletเครื่องสำอางชีวภาพ
dot
สมุนไพรกับสุขภาพองค์รวม
dot
bulletสมุนไพรที่มีสรรพคุณในการบำบัดและส่งเสริมสุขภาพองค์รวม
dot
ถามตอบเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์
dot
bulletถาม-ตอบ ผลิตภัณฑ์สมุนไพรชามะเขือพวง
bulletถาม-ตอบ ผลิตภัณฑ์น้ำสมุนไพรสกัดชีวภาพ
dot
ข่าวบทความเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์
dot
bulletข่าวผลิตภัณฑ์ในหนังสือวารสาร
dot
หนังสือนวัตกรรมสุขภาพ
dot
bulletโพรไบโอติก จุลินทรีย์เพื่อชีวิต
bulletหนังสืออื่นๆ
dot
Holistic Way to Health & Wealth วิถีองค์รวมสู่สุขภาพที่ยั่งยืน 6 อ.
dot
bulletอ.อากาศ เพิ่มภูมิต้านทานโรค
bulletอ.อาหาร เพื่อสุขภาพ
bulletอ.แอควา น้ำเสริมสุขภาพ
bulletอ.ออกกำลังกาย ป้องกันโรค
bulletอ.อารมณ์ สมาธิบำบัดโรค
bulletอ.อุจจาระ สะท้อนสุขภาพ
dot
ศูนย์สาธิตพลังพีระมิดเพื่อสุขภาพ
dot
bulletเครื่องพีระมิดเสริมสุขภาพ
dot
อื่นๆที่น่ารู้
dot
bulletองค์ความรู้พระอาจารย์รัตน์ รตนญาโณ




อ.อุจจาระ
อ.อุจจาระ สะท้อนสุขภาพ Be Venus by Bowel Detoxification

. อุจจาระ

การขับถ่ายของเสียหรืออุจจาระ มีความสำคัญมากพอๆ กับการย่อยอาหาร และการนำสารอาหารไปใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เมื่อใดอาหารคั่งค้างในลำไส้ใหญ่ไม่ถูกขับออกมาจากร่างกายก็จะเกิดการบูด เน่าเสีย มีสารพิษเกิดขึ้น และร่างกายจะดูดซึมสารพิษที่เกิดจากการเน่าเสียของอาหารกลับไปสู่ร่างกาย ฉะนั้น ยิ่งมีเศษอาหารคั่งค้างนานในร่างกายเท่าใด ร่างกายก็ได้รับสารพิษเพิ่มขึ้นเท่านั้น  แม้ในร่างกายนั้นจะมีวิธีการกำจัดสารพิษอยู่หลายวิธีด้วยกันก็ตาม

อวัยวะในร่างกายจะขับถ่ายของเสียด้วยกรรมวิธีต่างๆ กรรมวิธีขับถ่ายของเสียโดยปรกติธรรมดา เช่น การขับออกทางเหงื่อ การถ่ายอุจจาระ และปัสสาวะ และมีวิธีที่กระตุ้นให้ร่างกายขับสารพิษมากขึ้นก็มีอยู่หลายวิธี เช่น การดื่มน้ำมากๆ  การอบไอน้ำ

ในการขับถ่ายทางเหงื่อนั้นเป็นวิธีการช่วยกำจัดสาเหตุเบื้องต้นของการเจ็บป่วยได้บ้าง แต่สำหรับโรคที่รุนแรงบางโรค เช่น มะเร็งนั้นการกำจัดพิษจะไม่เกิดขึ้นทันทีเนื่องจากร่างกายของผู้เป็นมะเร็งจะมีการสะสมของเสียในร่างกายทีละเล็กทีละน้อยจนพิษสะสมมากขึ้นจนในที่สุด  ส่งผลให้เซลล์ภายในร่างกายเกิดความผิดปกติจนเป็นเซลล์มะเร็งได้ แต่หากมนุษย์เราสนใจเอาใจใส่เกี่ยวกับการปฏิบัติตนตามกฏธรรมชาติที่จะรักษาสุขภาพที่ดีไว้ตั้งแต่ต้นแล้ว สามารถช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดความเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายได้ ร่างกายของคนเราถูกสร้างขึ้นมาไม่เหมือนกันทั้งหมด เพราะบางคนไม่มีอาการใดๆ เกิดขึ้นเลยจนกระทั่งมีของเสียสะสมอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ในบางคนมีอาการผิดปรกติเพียงเล็กน้อยในร่างกายจะรู้สึกทันที และเมื่อได้รับการแก้ไขอย่างฉับไวก็จะไม่ลามไปเป็นอาการป่วยนักแต่อย่างใด   ดังนั้น  การดูแลรักษาสุขภาพจึงเป็นหนทางหนึ่งในการตัดไฟตั้งแต่ต้นลม ซึ่งใช้ได้ผลดี

 

อาหารที่มีผลต่อระบบการย่อยอาหาร คืออาหารที่มีเส้นใย กากอาหารที่เหลือจากการรับประทานที่เป็นเส้นใย เมื่อส่งผ่านไปยังลำใส้เล็กก็จะดึงและดูดซับสารอาหารที่สำคัญต่อร่างกายเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ต่างๆ ที่เหลือจะส่งต่อไปยังลำไส้ใหญ่ ซึ่งเป็นอาหารที่ร่างกายย่อยไม่ได้หรือเหลือจากการย่อย ความหยาบของเส้นใยในกากอาหาร จะทำหน้าที่เหมือนไม้กวาดทำความสะอาดลำไส้  นอกจากการรับประทานอาหารที่มีเส้นใยสูงแล้ว ร่างกายของเรายังมีจุลินทรีย์ภายในลำไส้ช่วยย่อยสลายกากอาหารแล้วสร้างกรดแลคติคซึ่งจะยับยั้งจุลินทรีย์ก่อโรคในทางเดินอาหาร ทั้งยังสามารถกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันเฉพาะแห่งได้ดีขึ้นอีกด้วย

บทบาทของจุลินทรีย์ในระบบทางเดินอาหารนั้นมีความสำคัญมากไม่น้อยไปกว่าการรับประทานอาหารพวกกากใย แต่ละคนจะมีแบคทีเรียในลำไส้หลายชนิด และจะมีความแตกต่างของชนิดและจำนวน ทั้งในสภาพร่างกายปกติหรือเมื่อมีโรคที่เกี่ยวข้อง เช่น ภาวะท้องเสียหรือภาวะที่มีปริมาณจุลชีพในลำไส้มากเกินไป เชื้อจุลินทรีย์หลายชนิดในลำไส้  หากมีการเพิ่มจำนวนที่มากเกินไปจะผลิตสารที่มีผลเสียต่อร่างกายได้ อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงลักษณะชนิดหรือรูปแบบร่วมกับการเปลี่ยนแปลงในรูปแบบของอาหาร เช่น รับประทานอาหารประเภทไขมันหรือเนื้อสัตว์มากๆ จะทำให้เกิดโอกาสเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้มากขึ้น  โดยเฉพาะในครอบครัวที่มีพันธุกรรมที่เสี่ยงต่อมะเร็งยิ่งมีโอกาสมากขึ้น อาหารประเภทข้าว ผัก ผลไม้ ปลา และแคลเซี่ยม จะช่วยลดโอกาสเสี่ยงของการเป็นมะเร็ง ปัจจุบันเชื่อว่าแบคทีเรียในลำไส้เป็นสาเหตุสำคัญในการเกิดปัญหาภาวะอักเสบเรื้อรังของลำไส้ ( Inflammatory Bowel Diseases )

 

ท้องผูก  ( Constipation )

ท้องผูก คือ สภาพที่การถ่ายอุจจาระยาก  เนื่องจากอุจจาระอยู่ในสภาพที่แห้ง แข็ง เป็นก้อนเล็กก้อนน้อย  ท้องผูกเป็นปัญหาที่พบได้ทั่วไป  มักเกิดจากการกินอาหารที่มีกากใยน้อยและขาดการออกกำลังกาย  ถ้ามีอาการท้องผูกเป็นประจำ  อาจบ่งชี้ว่าจะเกิดปัญหารุนแรงเกี่ยวกับสุขภาพในระยะยาวได้  ถ้าลำไส้ใหญ่ทำงานเป็นปกติ จะช่วยให้ขับถ่ายดีและลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเกี่ยวกับลำไส้ใหญ่ โดยเฉพาะโรคมะเร็งลำไส้  มักเข้าใจผิดกันว่า คนเราควรถ่ายทุกวัน ถ้าวันไหนไม่ถ่ายถือว่าท้องผูก  แต่ความจริงแล้วไม่จำเป็นต้องถ่ายทุกวัน บางคนอาจถ่ายวันละมากกว่า 1 ครั้ง หรือ บางคนอาจถ่าย 3 วันครั้ง ก็ยังถือว่าลำไส้ทำงานปกติ

 

สาเหตุของท้องผูก

·        การอั้นอุจจาระเป็นประจำทำให้นิสัยการถ่ายเสียไป  เพราะตามปกติเมื่อมีอุจจาระไปรอที่บริเวณลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย  จะมีกระแสประสาทกระตุ้นเตือนให้เกิดการถ่าย  แต่ถ้าอั้นไว้บ่อยๆ ระบบนี้ก็จะเสียไป  ทำให้อุจจาระสะสมในลำไส้ใหญ่นานเกินไป  น้ำในอุจจาระจะถูกดูดกลับมากเกินไป  ทำให้อุจจาระแห้งและแข็ง

·        รับประทานอาหารที่มีเส้นใยน้อยเกินไป

·        การใช้ชีวิตแบบเฉยๆ เฉื่อยๆ นั่งๆ นอนๆ ขาดการออกกำลังกาย หรือผู้ป่วยที่ต้องนอนพักบนเตียงติดต่อกันนานๆ

·        รับประทานน้ำน้อยเกินไปในแต่ละวัน

·        ความเครียด  ข้อนี้ค่อนข้างไม่แน่นอนในแต่ละบุคคล  เนื่องจากในบางคนความเครียดจะทำให้ท้องเสียได้เช่นกัน

·        ยาบางชนิด  ได้แก่

-          ยาแก้ปวดผสมโคเดอีน

-          ยาแก้โรคซึมเศร้า เช่น Amitriptylene , Fluoxetine , Imipramine

-          ยาแก้ชัก  เช่น  Phenytoin , Carbamazepine

-          ยาบำรุงเลือด ประเภทธาตุเหล็ก

-          ยารักษาโรคหัวใจ เช่น Diltiazem , Nifedipine

-          ยาลดกรดที่มีเกลืออลูมิเนียม

 

·        การใช้ยาระบายประเภทที่กระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ใหญ่เป็นประจำ  จนกระทั่งต้องใช้ยานี้เสมอเพื่อเป็นการระบาย  ไม่สามารถหยุดยาได้และต้องเพิ่มปริมาณยามากขึ้นเรื่อยๆ

·        โรคภัยไข้เจ็บบางชนิด เช่น Diverticulosis , Irritable Bowel Syndrome , มะเร็งลำไส้ใหญ่ , โรคของต่อมไทรอยด์

อาการ

ถ่ายอุจจาระน้อยกว่า 3 ครั้ง/สัปดาห์  หรือ ต้องเบ่งถ่ายมาก อุจจาระแข็ง และรู้สึกถ่ายไม่หมด ท้องผูก มีลักษณะอาการ 2 แบบ  คือ

ท้องผูกแบบอ่อนแรง  จะทำให้ลำไส้ไม่มีแรงบีบตัว เกิดจากการกินอาหารที่มีกากใยน้อยและดื่มน้ำน้อย  หรืออาจเกิดจากการออกกำลังกายไม่เพียงพอ

ท้องผูกแบบหดเกร็ง  ลำไส้ใหญ่จะบีบตัวไม่สม่ำเสมอ  ทำให้ขับถ่ายผิดปกติ  อาจเกิดจากปัญหาทางด้านจิตใจหรือระบบประสาท  สูบบุหรี่จัด หรือกินอาหารที่ทำให้ลำไส้ใหญ่ระคายคือง หรือ อุดตัน

การรักษา

ควรพิจารณาจากสาเหตุข้างบน และแก้ไข  โดยมีแนวทาง ดังนี้

·        ทานอาหารที่มีเส้นใยอาหารมากๆ  ได้แก่   ผัก ผลไม้  ซึ่งนอกจากจะแก้ปัญหาท้องผูกแล้ว ยังมีผลดีต่อการลดโอกาสการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่  และช่วยควบคุมโรคเบาหวาน ไขมันในเส้นเลือดสูงด้วย  กรณีที่ไม่สามารถทานได้ ก็ควรเสริมด้วยผลิตภัณฑ์อาหารเสริมประเภทเส้นใยอาหาร

·        ออกกำลังกายเป็นประจำ

·        ดื่มน้ำให้เพียงพอ

·        ฝึกการถ่ายให้เป็นนิสัย  ไม่อั้น  ถ้ามีสัญญาณการถ่ายควรรีบอุจจาระทันที

·        เมื่อถึงเวลาถ่ายอุจจาระ  ไม่ควรอ่านหนังสือ หรือทำอะไรอย่างอื่นๆ

·        จัดท่านั่งถ่ายให้ถูกต้อง คือ กรณีที่เป็นโถส้วมชักโครก ควรโค้งตัวไปด้านหน้าเล็กน้อย  เพื่อให้มีแรงเบ่งมากขึ้น

·        เปลี่ยนทัศนคติเรื่อง “ การถ่ายอุจจาระทุกวัน ”  เพราะท้องผูกขึ้นกับสภาพอุจจาระไม่ใช่ความถี่

·        พิจารณาใช้ยาระบายที่เหมาะสม โดยถือเป็นทางเลือกสุดท้าย ถ้าจำเป็นต้องใช้ ไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน

 

ท้องเสีย  (Diarrhea)

ท้องเสีย  เป็นอาการที่พบได้บ่อยโดยเฉพาะในเด็กที่อายุต่ำกว่า 5 ปี  และมีสาเหตุได้หลายประการ  ส่วนใหญ่อาการจะไม่รุนแรงและมักจะหายได้เอง  มีส่วนน้อยที่อาจมีอาการรุนแรง  ทำให้เกิดภาวะขาดน้ำและเกลือแร่  ซึ่งเป็นอันตรายถึงตายได้  โดยเฉพาะในเด็กเล็กและคนชรา

ท้องเสีย แบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด  คือ  ท้องเสียชนิดเฉียบพลัน  และท้องเสียชนิดเรื้อรัง

 

สาเหตุ

ท้องเสียชนิดเฉียบพลัน  เป็นอาการท้องเสียที่พบในคนส่วนใหญ่  เกิดขึ้นเร็วแต่เป็นอยู่ไม่นาน  มีสาเหตุจากหลายประการ  เช่น

1.       การติดเชื้อ  อาจเกิดจากเชื้อไวรัส , บิด , ไทฟอยด์ , อหิวาต์ , มาลาเรีย หรือพยาธิบางชนิด

2.       สารพิษจากเชื้อโรค  เกิดจากการกินพิษของเชื้อโรคที่ปะปนอยู่ในอาหาร  ซึ่งมักพบว่า ในกลุ่มคนที่รับประทานอาหารด้วยกันจะมีอาการเกิดขึ้นพร้อมกันหลายคน

3.       สารเคมี  เช่น  ตะกั่ว  สารหนู  ไนเตรต  ยาฆ่าแมลง  ฯลฯ  ซึ่งมักจะทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการอาเจียน  ปวดท้องรุนแรง และอาจชักร่วมด้วย

4.       ยา  เช่น  ยาถ่าย , แอมพิซิลลิน ( Ampicillin ), เตตราซัยคลิน ( Tetracycline )  เป็นต้น

5.       พืชพิษ  เช่น  เห็ดพิษ , กลอย  เป็นต้น

ท้องเสียชนิดเรื้อรัง  ผู้ป่วยจะถ่ายนานเกิน 7 วัน หรือเป็นๆ หายๆ บ่อย   ซึ่งอาจเกิดจาก

-          อารมณ์เครียด

-          การติดเชื้อ  เช่น  เชื้อบิดอะมีบา , พยาธิแส่ม้า  เป็นต้น

-          โรคเรื้อรัง  เช่น  เบาหวาน , คอพอกเป็นพิษ  เป็นต้น

-          การขาดเอนไซม์แล็กเทส ( Lactase enzyme )  ที่ใช้ย่อยน้ำตาลแล็กโทส ( Lactose )  ซึ่งมีอยู่ในนมสด  จึงทำให้เกิดอาการท้องเสียหลังดื่มนม

-          ความผิดปกติเกี่ยวกับการดูดซึมของลำไส้  ทำให้ถ่ายบ่อย  อุจจาระมีลักษณะเป็นมันลอยน้ำ และมีกลิ่นเหม็นจัด  และอาจมีอาการของโรคขาดสารอาหารร่วมด้วย

-          เนื้องอกหรือมะเร็งของลำไส้หรือตับอ่อน

-          ยา  เช่น  กินยาถ่ายหรือยาลดกรดเป็นประจำ

-          อื่นๆ  เช่น  หลังผ่าตัดกระเพาะอาหาร

 อาการ

ผู้ป่วยจะมีการถ่ายอุจจาระเหลวกว่าปกติมากกว่า 3 ครั้งใน 1 วัน หรือถ่ายมีมูก หรือมีมูกปนเลือดเพียงครั้งเดียว หรือถ่ายเป็นน้ำจำนวนมากกว่า 1 ครั้งใน 24 ชั่วโมง  ส่วนการถ่ายบ่อยครั้งแต่ลักษณะอุจจาระปกติ หรือในทารกที่กินนมแม่ อาจถ่ายอุจจาระนิ่มเหลวบ่อยครั้งได้  เราไม่ถือว่าเป็นอาการท้องเสีย  แต่ถ้าถ่ายเป็นน้ำจำนวนมากและบ่อยครั้งกว่าที่เคยเป็นก็ถือว่าผิดปกติ

อาการนำของการเกิดอาการท้องเสีย คือ ลำไส้จะมีการเคลื่อนไหว หรือบีบตัวอย่างมาก  ท้องอืด ท้องเฟ้อ ปวดท้อง ถ่ายง่าย และอ่อนเพลียเมื่อมีการถ่ายบ่อยครั้ง

การรักษา

1.       งดรับประทานอาหารแข็ง  อาหารที่ย่อยยากหรืออาหารที่มีกากมาก  ( เช่น ผัก ผลไม้ )  นม  เหล้า  และอาหารที่มีไขมันมาก  ควรรับประทานอาหารอ่อนหรืออาหารเหลวที่ย่อยง่าย  เช่น  ข้าวต้ม  โจ๊ก  น้ำข้าว  น้ำหวาน แทน

2.       ในเด็กควรงดนมสัก 2-3 ชั่วโมง  แล้วค่อยเริ่มให้นมผสมตามปกติ  ส่วนเด็กที่กินนมแม่ ให้กินนมแม่ได้ตามปกติ

3.       ระวังการขาดน้ำและเกลือแร่ของร่างกาย  ถ้าผู้ป่วยยังรับประทานได้ ไม่อาเจียน หรืออาเจียนเพียงเล็กน้อยให้ผสมผงน้ำตาลเกลือแร่ขององค์การเภสัชกรรมกับน้ำสุก ดื่มแทนน้ำบ่อยๆ ครั้งละ ½ - 1 ถ้วย  หรือใช้น้ำเกลือผสมเองก็ได้

บทบาทหลักของจุลชีพในลำไส้

มี 3 อย่าง ได้แก่

Ø     ช่วยย่อยสลายและหมักสารอาหารหรือเนื้อเยื่อของลำไส้แล้วให้เป็นพลังงานในรูปของ short-chain fatty acids กล่าวคือ ทำหน้าที่ในการช่วยดูดซึมสารอาหาร  นอกจากนี้ยังช่วยสร้างวิตามินเค และช่วยดูดซึมฟอสฟอรัส แคลเซี่ยม แมกนีเซียม และเหล็กในบริเวณนั้น

Ø     ควบคุมการเปลี่ยนแปลงของเซลเนื้อเยื่อของลำไส้โดยผลของ short-chain fatty acids (acetate, propionate, butyrate) กระตุ้นให้ลำไส้เปลี่ยนสภาพ เพื่อให้ทำงานดูดซับสารอาหารได้เต็มที่ และปรับเปลี่ยนไม่ให้เซลล์กลายเป็นมะเร็ง และช่วยกระตุ้นการสร้างภูมิต้านทานของร่างกายทั้งในเนื้อเยื่อ และในกระแสโลหิต

Ø     ทำหน้าที่เป็นเกราะปกป้องร่างกายจากสิ่งแปลกปลอมทั้งหลาย โดยเฉพาะจากการแทรกซึมของเชื้อโรคจากภายนอกร่างกาย โดยการครอบครองพื้นที่ยึดเกาะในผนังลำไส้ ป้องกันไม่ให้เชื้อโรคเข้าไปอยู่อาศัยและทำอันตรายต่อร่างกายได้ รวมทั้งอาจแย่งชิงสารอาหารจากเชื้อโรคที่หลุดเข้าร่างกายและการสามารถปล่อยสารยับยั้งการเติบโตของเชื้อโรค เช่น bacteriocins

 

Prebiotic และProbiotic สร้างสมดุลในทางเดินอาหาร !

พรีไบโอติกส์ (Prebiotics) หมายถึง สารอาหารที่ไม่มีชีวิต ไม่ถูกย่อยในกระเพาะอาหารเมื่อรับประทานเข้าไป แต่จะไปช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตหรือการทำหน้าที่ของแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ชนิดที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย

โดยทั่วไปแบคทีเรียที่จะถูกกระตุ้นได้แก่ Lactobacilli และ bifidobacteria ตัวอย่างสารอาหารในกลุ่มนี้ ได้แก่ oligofructose, fructose oligosaccharides, inulin,polyfructose, chicory root extract ที่เป็นที่รู้จักและมีการใช้กันมานานก็คือ น้ำตาลสายสั้น (Oligosaccharides) ซึ่งมี กลูโคส (Glucose), กาแลคโตส (Galactose) และ ฟรุคโตส (Fructose) เป็นองค์ประกอบ ด้วยโครงสร้างซึ่งซับซ้อน ทำให้เอนไซม์ในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กไม่สามารถย่อยสลายเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ได้ แต่แบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มที่ผลิตกรดน้ำนม หรือกรดแลคติก (Lactic acid) ได้แก่ Bifidobacteria และ Lactobacilli สามารถใช้เป็นแหล่งอาหารได้ดีกว่าแบคทีเรียชนิดอื่นๆ และเมื่อเรารับประทานปรีไบโอติกไประยะหนึ่ง ประชากรแบคทีเรียในลำไส้ของเราจะมีการเปลี่ยนแปลง ทำให้เกิดสภาพสมดุลของจุลินทรีย์ซึ่งส่งผลให้เกิดความสมดุลของลำไส้ จึงส่งผลให้เกิดสุขภาพดี พรีไบโอติกส์ มีทั้งที่สกัดมาจากพืชอาหารบางชนิด และสังเคราะห์ขึ้นมาเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ขายกันอยู่ในปัจจุบัน

 

ตัวอย่างของพรีไบโอติกส์ประเภท Oligosaccharides ที่มีจำหน่ายอยู่ในตลาดโลก

 

·        FOS (e.g. oligofructose and neosugar) มีคุณสมบัติในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของจุลินทรีย์กลุ่มที่มีประโยชน์ ให้ผลในการล้างพิษ และช่วยให้ร่างกายแข็งแรง  อันจะนำมาซึ่งสุขภาพ และผิวพรรณที่ดีจากภายในอย่างแท้จริง ตามแนวคิดของ " พรีไบโอติก "

·        Soybean oligosaccharide เป็นใยอาหารจากธรรมชาติ ที่ไม่ถูกย่อยสลายและดูดซึมในลำไส้เล็ก แต่จะผ่านไปที่ลำไส้ใหญ่ และ ช่วยเสริมให้มีการเพิ่มจำนวนของจุลินทรีย์สุขภาพ โพรไบโอติก ให้เกิดภาวะสมดุลในระบบทางเดินอาหาร ช่วยให้ระบบขับถ่ายดี ไม่สะสมสารพิษไว้ตามผนังลำไส้ จึงช่วยให้ร่างกายมีภูมิต้านทานดี ปัจจุบัน ไม่เพียงแต่พบว่า โอลิโกฟรุคโตสสามารถเพิ่มปริมาณเชื้อโพรไบโอติกที่มีคุณประโยชน์ได้จริง ยังมีงานวิจัยที่ชัดเจนว่า โอลิโกฟรุคโตส สามารถลดการเกิดท้องเสียซ้ำ ในผู้ป่วยที่ท้องเสียมาแล้วจากการติดเชื้อโรคก่อโรคคลอสติเดียมอีกด้วย ไม่เพียงแต่คุณประโยชน์ทางด้านภูมิคุ้มกันต่อโรคลำไส้หลายชนิดแล้ว ยังมีงานวิจัยที่พบว่า โอลิโกฟลุคโตส ช่วยเพิ่มการดูดซึมแร่ธาตุแคลเซียม ทำให้เพิ่มความหนาแน่นของมวลกระดูก ( Body Mineral Density )ได้


Prebiotic มีคุณประโยชน์ดังนี้คือ
 - ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย
 - ช่วยควบคุม/กำจัดปริมาณจุลินทรีย์ก่อโรคในร่างกาย
- ช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น มีกลไกช่วยป้องกันมะเร็งในลำไส้ใหญ่
- ช่วยลดสารพิษหลายชนิดที่อาจสะสมตามผนังลำไส้
- ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกัน
- ป้องกันหรือลดความรุนแรงของโรคติดเชื้อในทางเดินอาหาร เช่น ท้องเสีย
- ช่วยเพิ่มการดูดซึมแคลเซียมของร่างกาย

Probiotics

Probiotics หมายถึง อาหารเสริมที่เป็นจุลชีพเล็กๆ ที่ยังมีชีวิต เมื่อรับประทานเข้าไปแล้วช่วยให้ร่างกายผู้นั้นมีสุขภาพที่ดีขึ้น ซึ่งอาจช่วยป้องกันหรือรักษาโรคต่างๆ ที่เกิดขึ้น เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของจุลชีพในร่างกาย1 ส่วนใหญ่เป็นแบคทีเรีย แบคทีเรียที่มีการนำมาผลิตเป็น Probiotics ที่สำคัญ คือกลุ่ม Lactobacillus เช่น L. rhamnosus strain GG ซึ่งมีการศึกษาและใช้มากที่สุด และ L. plantarum แต่ชนิดอื่นๆก็มีใช้กันมาก เช่น ในกลุ่ม Bifidobacterium

ผลิตภัณฑ์ Probiotics ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายในลักษณะของ functional food จะต้องทำให้ผลิตภัณฑ์มีคุณสมบัติตามที่ต้องการ ได้แก่ สามารถคงสภาพสิ่งมีชีวิตที่มีกลิ่นและรสชาติดีหลังการหมัก และคงสภาพกรดอ่อนๆ ตลอดช่วงการเก็บ ซึ่งต้องจัดเก็บอย่างดี และยังคงสภาพเดิมได้ แม้แช่แข็งหรือด้วยวิธีอื่นๆ การทำให้แห้ง และให้ผลลัพธ์ตอบสนองตามการเพิ่มปริมาณจุลินทรีย์โพรไบโอติก  จุลินทรีย์ Probiotics ออกฤทธิ์ได้หลายรูปแบบในการช่วยเสริมสร้างสุขภาพและป้องกันหรือรักษาโรคต่างๆที่เกิดขึ้น โดย lactobacilli จะสร้างน้ำย่อย

D-galactosidase ช่วยลดปริมาณน้ำตาล lactose ในอาหาร ซึ่งเป็นสาเหตุของท้องเสียได้ นอกจากนี้สามารถสร้างสารหลายชนิดที่ช่วยทำหน้าที่เป็นยาปฏิชีวนะ, bacteriocins ช่วยกำจัดเชื้อแบคทีเรียก่อโรคที่ปะปนในอาหาร เอนไซม์บางชนิดจากจุลินทรีย์ probiotic จะช่วยยับยั้งสารพิษจากแบคทีเรียโดยไปปิดกั้นส่วนที่พิษจะเข้าเซลล์ และสามารถแย่งจับตำแหน่งต่างๆ ของเนื้อเยื่อในลำไส้ เพื่อไม่ให้แบคทีเรียก่อโรคเข้าเกาะอยู่อาศัยเพื่อเพิ่มจำนวนได้ นอกจากนี้สามารถกระตุ้นให้เกิดภูมิต้านทานทั้งในลำไส้และในกระแสเลือดหรือกระตุ้นการทำงานของเซลล์อื่นๆ  เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงต่อสู้กับเชื้อโรคได้

 

probiotic และ prebiotic มีผลดีอย่างไร
1. ป้องกันและลดอาการท้องเสียที่เกิดจากเชื้อ แบคทีเรียที่ก่อโรคในระบบทางเดินอาหาร เช่น  E.coli ,  Salmonella , Clostridium
2. มีสมบัติเป็นใยอาหาร ช่วยลดอาการท้องผูก
3. มีผลต่อการดูดซึมแร่ธาตุบางชนิดได้ดีขึ้น เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม
4. ผลต่อเมตาบอลิซึมของไขมัน โดยการย่อยสลายคลอเรสเตอรอล และ ลดการดูดซึม ( อยู่ระหว่างการศึกษา )
5. ต้านอนุมูลอิสระ ทำให้ลดอัตราการเกิดเซลมะเร็ง (อยู่ระหว่างการศึกษา)

ข้อมูลอ้างอิง

ธรรมชาติบำบัด โมราจิ เดซาย

เอกสารประกอบการสอน อ.ดร



หน้า 1/1
1
[Go to top]



Copyright © 2010 All Rights Reserved.