ReadyPlanet.com
dot dot
dot
เครื่องดื่มสมุนไพรมะเขือพวง
dot
bulletมะเขือพวงกับสุขภาพ
bulletมะเขือพวงกับโรคเบาหวาน
bulletหนังสือคู่มือมะเขือพวง
dot
น้ำสมุนไพรสกัดชีวภาพ
dot
bulletน้ำสมุนไพรสกัดชีวภาพคืออะไร
bulletคุณค่าน้ำสมุนไพรสกัดชีวภาพสารต้านอนุมูลอิสระและวิตามิน
bulletจุลินทรีย์กับน้ำสมุนไพรสกัดชีวภาพ
bullet เคล็ดลับ 6 ประการของการมีสุขภาพดีด้วยน้ำ บีวี
dot
ผลิตภัณฑ์
dot
bulletเครื่องดื่มสมุนไพรชามะเขือพวง
bulletน้ำสมุนไพร Be-v
bulletเครื่องสำอางชีวภาพ
dot
สมุนไพรกับสุขภาพองค์รวม
dot
bulletสมุนไพรที่มีสรรพคุณในการบำบัดและส่งเสริมสุขภาพองค์รวม
dot
ถามตอบเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์
dot
bulletถาม-ตอบ ผลิตภัณฑ์สมุนไพรชามะเขือพวง
bulletถาม-ตอบ ผลิตภัณฑ์น้ำสมุนไพรสกัดชีวภาพ
dot
ข่าวบทความเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์
dot
bulletข่าวผลิตภัณฑ์ในหนังสือวารสาร
dot
หนังสือนวัตกรรมสุขภาพ
dot
bulletโพรไบโอติก จุลินทรีย์เพื่อชีวิต
bulletหนังสืออื่นๆ
dot
Holistic Way to Health & Wealth วิถีองค์รวมสู่สุขภาพที่ยั่งยืน 6 อ.
dot
bulletอ.อากาศ เพิ่มภูมิต้านทานโรค
bulletอ.อาหาร เพื่อสุขภาพ
bulletอ.แอควา น้ำเสริมสุขภาพ
bulletอ.ออกกำลังกาย ป้องกันโรค
bulletอ.อารมณ์ สมาธิบำบัดโรค
bulletอ.อุจจาระ สะท้อนสุขภาพ
dot
ศูนย์สาธิตพลังพีระมิดเพื่อสุขภาพ
dot
bulletเครื่องพีระมิดเสริมสุขภาพ
dot
อื่นๆที่น่ารู้
dot
bulletองค์ความรู้พระอาจารย์รัตน์ รตนญาโณ




สมุนไพรและสุขภาพองค์รวม

สมุนไพรที่มีสรรพคุณในการบำบัดและส่งเสริมสุขภาพองค์รวม

พลูคาว

 พลูคาวมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Houttuynia cordata Thunb และมีชื่ออื่น คือ ผักคาวตอง (เชียงใหม่), ผักก้านตอง, ผักเข้าตอง, พลูแก, พลูคาว (กลาง), ผักคาวทอง (อุดรธาน-อีสาน), อื้อซิงเฉ่า (จีนกลาง), หื่อแชเช่า (จีนแต้จิ๋ว) มักขึ้นเองตามธรรมชาติ พบตามริมห้วย ลำธาร และที่ชื้นแฉะริมน้ำ หรือตามใต้ต้นไม้ใหญ่ที่มีความชื้นสูง มีมากทางภาคเหนือของประเทศไทย เป็นพืชล้มลุกตระกูลเดียวกันกับพลู ใบเดี่ยว เรียงสลับเป็นรูปหัวใจ แต่มีลักษณะแตกต่างกันที่ใต้ใบจะมีสีแดงตั้งแต่อ่อนๆ ไปจนถึงแดงเข้ม เมื่อนำมาใส่มือขยี้เพียงเบาๆ จะได้กลิ่นฉุนคล้ายคาวปลาออกมาอย่างรุนแรง ส่วนลำต้นทอดไปตามดิน รากแตกตามข้อ ชาวบ้านภาคเหนือและภาคอีสานนิยมรับประทานพลูคาวเป็นผักสด โดยแกล้มกับน้ำพริก ลาบหมู ลาบเนื้อ ก้อย ช่วยดับกลิ่นคาว

     เมื่อนำมาตรวจดูผลทางเภสัชวิทยา (จากทดลองในห้องปฏิบัติการ) พบว่า พลูคาวมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์, มีฤทธิ์ขับปัสสาวะ เนื่องจากมีสารเควซิติน (Quercetin) ซึ่งมีผลขยายหลอดเลือดฝอย ทำให้การไหลเวียนของเลือดและปัสสาวะเพิ่มขึ้น และมีฤทธิ์อื่น ๆ ได้แก่ ระงับปวด ห้ามเลือด เร่งการเจริญของเซลล์ ควบคุมปริมาณของเหลวในร่างกาย มีผลระงับอาการไอ แต่ไม่มีฤทธิ์ขับเสมหะ และระงับอาการหอบ

     สำหรับในตำราไทยโบราณของเรานั้น ใช้ใบพลูคาวแก้กามโรค หนองใน เข้าข้อออกดอก เป็นแผลเปื่อยพุพอง ทำให้น้ำเหลืองแห้ง แก้โรคผิวหนัง แก้พิษแมลงป่อง พอกฝี ซึ่งชาวเหนือเชื่อว่าใบขับพยาธิได้ ส่วนในตำรายาจีน พลูคาวทั้งต้นมีสรรพคุณขับปัสสาวะ รักษาอาการอักเสบในทางเดินปัสสาวะ ระงับเชื้อโรคหลายชนิด รวมทั้งยังมีรายงานระบุถึงการใช้พลูคาวในการรักษาโรคเอดส์ โดยใช้ร่วมกับสมุนไพรตัวอื่นๆ ตลอดจนใช้ยับยั้งการเติบโตของเชื้อไวรัสเริม ไวรัสไข้หวัดใหญ่ เป็นต้น

     นอกจากนั้น ยังมีรายงานวิจัยระบุว่า สีแดงใต้ใบของพลูคาวมีสารช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกาย และต้านทานเนื้องอก พร้อมกับไปขับพิษที่จะเป็นสารก่อมะเร็งออกจากร่างกาย แต่สารนี้อาจจะมีคุณภาพไม่คงทนหรือไม่คงที่ อีกทั้งยังไม่พบรายงานการศึกษาวิจัยทางคลินิกเกี่ยวกับคุณสมบัติต้านมะเร็งของพลูคาวอย่างเป็นทางการ ซึ่งงานวิจัยชิ้นนี้ยังต้องมีการศึกษาวิจัยที่ชัดเจนต่อเนื่องต่อไปอีก

     แต่จะเห็นได้ว่า ในตำราต่างๆ ไม่ได้มีการระบุถึงผลเสียของพลูคาวเอาไว้เลย หากพิจารณาสารบางชนิดที่อยู่ในพลูคาว ซึ่งอาจจะมีคุณประโยชน์ในการเป็นยาได้จริง แต่หากร่างกายสะสมเอาไว้มากเกินไปก็อาจจะมีผลในทางลบเกิดขึ้นได้เช่นกัน ดังนั้น จึงถือว่ายังไม่เพียงพออย่างเด็ดขาดที่จะนำมารักษาโรคมะเร็งแบบเดี่ยวๆ ตัวเดียว จะต้องยึดถือเป็นหลักว่า การรักษาด้วยวิธีใดควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมทั้งในด้านผลการรักษา และผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด หรือหลงเชื่อตามคำโฆษณา จนลืมพิจารณาข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ไป

 

ชื่อ "ยอบ้าน"
วงศ์ "RUBIACEAE"
ชื่อวิทยาศาสตร์ "MorindaCitrifoliaLinn."
ชื่อพื้นเมือง "มะตาเสือ(เหนือ),ยอ,ยอบ้าน(กลาง),
แยใหญ่(กระเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน),ยอ(อีสาน)"

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ยอบ้านเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางลำต้นตั้งตรงสูงประมาณ3-8เมตรเปลือกต้นเรียบแขนงมักเป็นสี่เหลี่ยม
ใบรูปรีกว้างติดแบบตรงกันข้ามโคนใบและปลายใบแหลมขนาดกว้าง6-17ซม.ยาว15-30ซม.เนื้อใบ
สีเขียวและเป็นมันหูใบอยู่ระหว่างโคนก้านใบมีรูปร่างและขนาดต่างๆดอกออกรวมกันเป็นช่อกลมมีก้าน
ช่อยาว3-4ซม.ดอกมีขนาดเล็กและสีขาวเมื่อเจริญเป็นผลทำให้ผลมีลักษณะค่อนข้างกลมหรือทรง
กระบอกมนและมีตารอบผลสีเขียวพอแก่จัดเป็นสีขาวและมีกลิ่นเหม็นผลมีขนาด3-10ซม.ภายในมีเมล็ด
สีน้ำตาลเข้มจำนวนมาก

 

สรรพคุณในตำรายาไทย
1. ราก สรรพคุณเป็นยาระบาย แก้ท้องผูก
2. ใบยอ รสขมเฝื่อน สรรพคุณบำรุงธาตุ แก้ไข้ ฆ่าเหา ปวดข้อ คั้นน้ำทา แก้โรคเกาต์  แก้ท้องร่วงในเด็ก แก้เหงือกบวม คั้นน้ำทาแก้แผลเรื้อรัง แก้กษัย ผสมยาอื่นแก้วัณโรค
3. ผลดิบหรือแก่ รสเผ็ดร้อน สรรพคุณขับลม บำรุงธาตุ เจริญอาหาร ขับโลหิต ระดูของสตรี ฟอกเลือด แก้คลื่นเหียนอาเจียน ผสมยาแก้สะอึก อมแก้เหงือกเปื่อย แก้เสียงแหบแห้ง แก้ร้อนในอก
4. ผลสุก ของยาบ้าน มีกลิ่นฉุน สรรพคุณผายลมในลำไส้
5. ต้น ใช้เป็นส่วนผสมกับสมุนไพรอื่นเป็นยารักษาวัณโรค
6. ดอก เป็นส่วนผสมของสมุนไพรตัวอื่นเป็นยารักษาวัณโรค

ขนาดและวิธีใช้
1. แก้อาการคลื่นไส้อาเจียน ใช้ผลดิบแก่ฝานเป็นชิ้นบางๆ ย่างไฟให้เหลือง ต้มหรือชงดื่ม ใช้ครั้งละประมาณ 2 กำมือ (10-15 กรัม) เอาน้ำที่ได้จิบทีละน้อยและบ่อยๆ ครั้งจึงจะได้ผลดี
2. แก้ปวดบวม อักเสบ โรคเกาต์ ใช้ใบสดย่างไฟ หรือปรุงยาประคบ
3. แก้ปวดข้อนิ้วมือนิ้วเท้า ใช้ใบคั้นเอาแต่น้ำ ทาที่ปวด
4. ฆ่าเหา ใช้ใบสดคั้นเอาน้ำ สระผม
5. แก้เหงือกเปื่อย เป็นขุมบวม ใช้ผลดิบเผาเป็นถ่านผสมเกลือเล็กน้อย อม
6. ขับโลหิตระดู ขับผายลม ขับเลือดลม ใช้ผลดิบต้มเอาน้ำดื่ม
7. แก้คลื่นเหียนอาเจียน ใช้ผลดิบหั่นปิ้งไฟหรือตากแห้ง คั่วแล้วนำไปต้มเอาน้ำดื่ม

ประโยชน์ทางอาหาร
ส่วนที่เป็นผัก/ฤดูกาลใบอ่อนและห่ามของยอใช้เป็นผักได้ใบอ่อนออกทุกฤดูกาลผลยอออกในช่วงฤดูหนาว
การปรุงอาหารคนไทยทุกภาครับประทานใบยอเป็นผักใบอ่อนลวกหรือต้มให้สุกรับประทานเป็นผักจิ้มกับ
น้ำพริกนอกจากนี้ใบอ่อนยังนิยมปรุงเป็นแกงเผ็ดแก่งอ่อมร่วมกับหมูปลาไก่ใช้เป็นผักรองก้นกระทงห่อ
หมกปลาห่อหมกหมูห่อหมกไก่ได้สำหรับผลห่ามหรือผลแก่จัดสีเขียวชาวอิสานนำมาปรุงเป็นส้มตำโดย
ใส่ผลยอแทนมะละกอ

รสและประโยชน์ต่อสุขภาพ
ใบอ่อนรสขมรับประทานเป็นยาเพื่อลดความร้อนในร่างกายได้ส่วนผลมีรสเผ็ดร้อนช่วยขับลมในลำใส้ใบ
ยอ100กรัมให้พลังงานต่อร่างกาย73กิโลแคลอรี่มีเส้นใย4กรัมแคลเซี่ยม469มิลลิกรัมเหล็ก1.4
มิลลิกรัมวิตามินเอ43333IUวิตามินบีหนึ่ง0.30กรัมมิลลิกรัมวิตามินบีสอง0.14กรัมมิลลิกรัม
ในอาซิน7.2มิลลิกรัมวิตามินซี3มิลลิกรัม

 

มะขามป้อม

ชื่อวิทยาศาสตร์   Phyllanthus  emblica  L.

ชื่อวงศ์   Euphorbiaceae

ชื่อสามัญ   มะขามป้อม

ชื่อทางการค้า   Emblic  myrabolan,  Malaccatree

ชื่อพื้นเมือง  กันโตด (เขมร - กาญจนบุรี)  กำทวด (ราชบุรี)  มะขามป้อม (ทั่วไป)  มั่งลู่, สันยาส่า (กะเหรี่ยง - แม่ฮ่องสอน)

ลักษณะทั่วไป

ไม้ยืนต้นขนาดเล็ก-กลาง  สูง 8-12 เมตร  ขนาดโตวัดรอบต้นไม่เกิน 80 เซนติเมตร  ลำต้นมักคดงอ  เปลือกนอกสีน้ำตาลอบเทา  ผิวเรียบหรือค่อนข้างเรียบ  เปลือกในสีชมพูสด

รูปทรง (เรือนยอด)  แผ่กว้างรูปร่มหรือพุ่มโปร่งกรม

ใบ   เป็นใบเดี่ยว  แต่มีลักษณะคล้ายใบประกอบคล้ายใบมะขาม  รูปขอบขนานติดเรียงสลับ  ขนาด 0.25-0.5x 0.8-12 เซนติเมตร  สีเขียวอ่อนเรียงชิดกัน  ใบสั้นมาก  เส้นแขนงใบไม่ชัดเจน  

 ดอก  ขนาดเล็กแยกเพศ  แต่อยู่บนกิ่งหรือต้นเดียวกัน  ออกตามง่ามใบ  3.-5  ดอกแน่น  ตามปลายกิ่ง  กลีบเลี้ยง  6  กลีบ  ไม่มีกลิ่นดอก

สี  ขาวหรือขาวนวล

กลิ่น  มีกลิ่นหอมคล้ายผิวมะนาว

ออกดอก   ช่วงเดือนมกราคม – เมษายน

ผล  ทรงกลมมีเนื้อหนา 1.2-2 เซนติเมตร  ผลอ่อนมีสีเขียวอ่อน  ผลแก่มีเขียวอ่อนค่อนข้างใส  มีเส้นริ้วๆ ตามยาว  สังเกตได้  6  เส้น  เนื้อผลรับประทานได้มีรสฝาดเปรี้ยว  ขมและอบหวาน  เปลือกหุ้มเมล็ดแข็งมี  6  เส้น  เมล็ดมี  6  เมล็ด

ผลแก่   ช่วงเดือนมีนาคม – พฤษภาคม

การใช้ประโยชน์ทางด้านสมุนไพร

                                 ราก  ต้มน้ำกินเป็นยาลดไข้  เป็นยาเย็น  ฟอกเลือด  และทำให้อาเจียนถ้ากลั่นรากจะได้สารที่มีคุณสมบัติเป็นยาฝาด สมานที่ดีกว่าสีเสียด  ตำพอกแก้พิษสัตว์กัดต่อย

   ต้น/เปลือก  เป็นยาฝาดสมาน

   ใบ  น้ำต้มใบใช้อาบลดไข้

    ดอก  มีกลิ่นหอมคล้ายผิวมะนาว  ใช้เข้าเครื่องยาเป็นยากเย็นและยาระบาย

    ผล  ใช้ได้ทั้งแผลสดและผลแห้ง  มีฤทธิ์กัดน้ำลายเป็นยาเย็น  ยาฝาดสมานลดไข้  ขับปัสสาวะ  บำรุงหัวใจ  ฟอกเลือด  น้ำคั้นผลสดมีวิตามินซีสูงกว่าน้ำส้มคั้นประมาณ  20  เท่า  ในปริมาณเท่ากัน  ใช้แก้โรคลักปิดลักเปิด

                เนื้อผลแห้ง  ที่เรียกว่า Emblic  myrabolan  ใช้เป็นยาฝาดสมาน  เพราะมี  tannin  แก้โรคริดสีดวงทวาร  แก้บิด  ท้องเสีย  ใช้ควบกับธาตุเหล็กแก้โรคดีซ่าน  และช่วยย่อย  ถ้าหมักผลจะได้แอลกอฮอล์  กินแก้อาหารไม่ย่อย  แก้ไอ  และแก้โรคดีซ่าน 

      ยางจากผล  รสเปรี้ยวฝาดขม  หยอดตาแก้ตาอักเสบ  รับประทานช่วยย่อยอาหาร  ขับปัสสาวะ

 

การใช้ประโยชน์ทางด้านอื่นๆ  ด้านการทำสีย้อม  ชาวเหนือนิยมใช้เปลือกมะขามป้อมย้อมผ้าไหม  ผ้าขนสัตว์ แม้กระทั่งย่อมสีผม  ใช้สีน้ำตาล

 

 

สมอไทย

ชื่อวิทยาศาสตร์   Terminalia Chebula Retz

วงศ์   Combretaceae

ชื่อท้องถิ่น คนไทยทั่วไปนิยมเรียก สมอไทย สมออัพยามะนะ (เชียงใหม่), มาแน่, หมากแนะ (กระเหรี่ยง)

ลักษณะของพืช 

                เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ ใบเดี่ยวติดตามต้นแบบตรงข้าม ใบมีรูปคล้ายรูปไข่ป้อม ปลายใบแหลม โคนใบมนหรือแหลมเล็กน้อย ใบกว้าง 6 - 10 มม. ยาว 8 - 15 ซม. ก้านใบยาว 1 - 3 ซม. มีต่อมขนาด 1 - 2 มม. อยู่ 2 ต่อม ที่ปลายก้านส่วนที่ใกล้กับฐานใบ ดอกออกเป็นช่อใหญ่ตามมุมก้านใบหรือปลายยอด ช่อใหญ่ประกอบด้วยช่อย่อย 3 - 10 ช่อ ดอกเล็กมีขนาด 3 - 4 มม. สีขาวหม่น และมีกลีบประดับขนาดเล็กรองรับอยู่ด้วย ผลรูปไข่หรือเกือบกลมกว้าง 1 - 2.5 ซม. ยาว 2 - 4 ซม. และมักเป็นเหลี่ยม 5 เหลี่ยม ภายในมีเมล็ดรูปรีและมีขนาดใหญ่

 

 ส่วนที่ใช้เป็นยา   ผลทั้งสดหรือแห้ง

 

สรรพคุณและวิธีใช้   ใช้แก้อาการท้องผูก  ใช้เนื้อจากผลสดประมาณ 30 ผล จิ้มเกลือรับประทาน หรือใช้ผลแห้งประมาณ 6 ผลต้มกับน้ำเติมเกลือพอสมควรรับประทาน

 

สรรพคุณทางยา    เปลือกต้น รสฝาดเมา ต้มดื่ม บำรุงหัวใจ ขับน้ำเหลืองเสีย ขับปัสสาวะ ดอกรสฝาดต้มดื่ม แก้บิด
ผลอ่อน รสเปรี้ยว ถ่ายอุจจาระแก้โลหิตในท้อง แก้น้ำดี แก้เสมหะ
ผลแก่รสฝาดเปรี้ยวขม แก้ไข้เพื่อเสมหะ แก้ลมป่วง แก้พิษร้อนภายใน แก้ลมจุกเสียด ถ่ายพิษไข้ คุมธาตุ แก้ไอเจ็บคอ ขับน้ำเหลืองเสีย แก้เสมหะเป็นพิษ แก้อาเจียน บำรุงร่างกาย ดองกับน้ำมูตรโคดื่มแก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย ตามข้อ แก้อ่อนเพลีย บดเป็นผงโรยแผลเรื้อรัง
เนื้อผล รสฝาดเปรี้ยว แก้บิด แก้ท้องผูก แก้ท้องอืดเฟ้อ แก้โรคเกี่ยวกับน้ำดี แก้โรคท้องมาน แก้ตับม้ามโต แก้อาเจียน แก้สะอึก แก้หืดไอ แก้ท้องร่วงเรื้อรัง  

ส่วนที่ใช้เป็นอาหาร   ผล ผลสดใช้รับประทานกึ่งผักกึ่งผลไม้ ปริมาณคุณค่าสารอาหาร คุณค่าสารอาหารของผลสมอไทยในส่วนที่กินได้ 100 กรัมและสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายประกอบด้วย(กองโภชนาการ กรมอนามัย,2535) พลังงาน 53 กิโลแคลอรี่ น้ำ 85.9 กรัม คาร์โบไฮเดรต 8.2 กรัม โปรตีน 1.2 กรัม ไขมัน 1.7 กรัม กาก 2.5 กรัม เถ้า(ash) 0.4 กรัม แคลเซี่ยม 18 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 18 มิลลิกรัม เหล็ก เล็กน้อย มิลลิกรัม วิตามินเอ 500 มิลลิกรัม วิตามินบี2 0.01 มิลลิกรัม วิตามินซี 116 มิลลิกรัม ไนอะซิน 2.0 มิลลิกรัม

 

กระชายดำ

ชื่อวิทยาศาสตร  Kaempferia parviflora Wall. Ex Baker
ชื่อวงศ               ZINGIBERACEAE
ส่วนที่ใช้             เหง้า / หัว

สารสำคัญ
สารที่พบในเหง้ากระชาย ได้แก่ borneol, sylvestrene ซึ่งแสดงฤทธิ์ต้านจุลชีพ และสาร 5,7 –ไดเมธอกซีฟลาโวน (5,7- dimethoxyflavone = 5,7 DMF) ซึ่งแสดงฤทธิ์ต้านอักเสบ นอกจากนี้ รายงานการวิจัยของมหาวิทยาลัยขอนแก่นปี 2547 พบสารพวกฟลาโวนอยด์ 9 ชนิด เช่น สาร 5,7,4’-trimethoxyflavone, 5,7,3’,4’-tetramethoxyflavone , 3,5,7,4’ –tetramethoxyflavone เป็นต้น

สรรพคุณ 
    มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระกลุ่มฟลาโวนอยด์ ( Flavonoids) เป็นสารกลุ่มต้านการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง 
บำรุงกำลัง บำรุงหัวใจ แก้ใจสั่น ขับปัสสาวะ แก้บิดมูกเลือด ปวดมวนในท้อง ท้องเดิน และโดยเฉพาะในเรื่อง 
กามตายด้าน และ เพิ่มสมรรถภาพทางเพศ มีสาร บำรุงฮอร์โมนเพศชาย กระตุ้นประสาท ทำให้กระชุ่มกระชวย
เป็นยาอายุวัฒนะ ชะลอความแก่ ขับลม ขับปัสสาวะ รักษาโรคกระเพาะอาหาร
แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ เนื่องจากรับประทานอาหารไม่เป็นเวลา บำรุงเลือดสตรี แก้ตกขาว ทำให้ประจำเดือนมาเป็นปกติ

 

ผลการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา
1. ฤทธิ์ต้านอักเสบ
สาร 5,7 –ไดเมธอกซีฟลาโวน (5,7-DMF) ที่แยกได้จากเหง้ากระชายดำ มีฤทธิ์ต้านการอักเสบเทียบได้กับยามาตรฐานหลายชนิด คือ แอสไพริน , อินโดเมธาซิน, ไฮโดรคอร์ติโซน และเพรดนิโซโลน จากการศึกษาฤทธิ์ต้านอักเสบของสารนี้ในสัตว์ทดลองด้วยวิธีการต่าง ๆ พบว่าสาร 5,7-DMF สามารถต้านการอักเสบแบบเฉียบพลันได้ดีกว่าแบบเรื้อรัง โดยแสดงฤทธิ์ยับยั้งการบวมของอุ้งเท้าหนูขาวจากสารคาราจีนแนนและเคโอลินได้ดีกว่าฤทธิ์ยับยั้งการสร้าง granuloma จากการฝังสำลีใต้ผิวหนัง นอกจากนี้ พบว่า สาร 5,7-DMF มีฤทธิ์ยับยั้งการเกิด exudation และการสร้างสาร prostaglandin อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อศึกษาฤทธิ์ต้านการอักเสบในช่องปอดของหนูขาว (rat pleurisy)
2. ฤทธิ์ต้านเชื้อจุลินทรีย์
สาร 5,7,4’-trimethoxyflavone และ 5,7,3’,4’ –tetramethoxyflavone แสดงฤทธิ์ต้านเชื้อ Plasmodium falciparum ที่เป็นสาเหตุของโรคมาลาเรีย ส่วนสาร 3,5,7,4’-tetramethoxyflavone และ 5,7,4’-trimethoxyflavone แสดงฤทธิ์ต้านเชื้อ Candida albicans และแสดงฤทธิ์ต้านเชื้อ Mycobacterium อย่างอ่อน
3. พิษต่อเซลล์มะเร็ง (cytotoxic activity)
จากการทดสอบผลของฟลาโวนอยด์ 9 ชนิดของกระชายดำต่อเซลล์มะเร็ง เช่น KB , BC หรือ NCI-H187 ไม่พบว่ามีสารใดทำให้เกิดพิษต่อเซลล์มะเร็งที่ทดสอบ
4. ฤทธิ์ขยายหลอดเลือดแดง
มีรายงานการวิจัยว่า สารสกัดด้วยเอธานอลของกระชายดำมีฤทธิ์ขยายหลอดเลือดแดงใหญ่ (aorta)ละลดการหดเกร็งของ
ลำไส้เล็กส่วนปลาย (ileum) ของหนูขาว และยับยั้งการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือดของคน

Copyright © 2010 All Rights Reserved.