ReadyPlanet.com
dot dot
dot
เครื่องดื่มสมุนไพรมะเขือพวง
dot
bulletมะเขือพวงกับสุขภาพ
bulletมะเขือพวงกับโรคเบาหวาน
bulletหนังสือคู่มือมะเขือพวง
dot
น้ำสมุนไพรสกัดชีวภาพ
dot
bulletน้ำสมุนไพรสกัดชีวภาพคืออะไร
bulletคุณค่าน้ำสมุนไพรสกัดชีวภาพสารต้านอนุมูลอิสระและวิตามิน
bulletจุลินทรีย์กับน้ำสมุนไพรสกัดชีวภาพ
bullet เคล็ดลับ 6 ประการของการมีสุขภาพดีด้วยน้ำ บีวี
dot
ผลิตภัณฑ์
dot
bulletเครื่องดื่มสมุนไพรชามะเขือพวง
bulletน้ำสมุนไพร Be-v
bulletเครื่องสำอางชีวภาพ
dot
สมุนไพรกับสุขภาพองค์รวม
dot
bulletสมุนไพรที่มีสรรพคุณในการบำบัดและส่งเสริมสุขภาพองค์รวม
dot
ถามตอบเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์
dot
bulletถาม-ตอบ ผลิตภัณฑ์สมุนไพรชามะเขือพวง
bulletถาม-ตอบ ผลิตภัณฑ์น้ำสมุนไพรสกัดชีวภาพ
dot
ข่าวบทความเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์
dot
bulletข่าวผลิตภัณฑ์ในหนังสือวารสาร
dot
หนังสือนวัตกรรมสุขภาพ
dot
bulletโพรไบโอติก จุลินทรีย์เพื่อชีวิต
bulletหนังสืออื่นๆ
dot
Holistic Way to Health & Wealth วิถีองค์รวมสู่สุขภาพที่ยั่งยืน 6 อ.
dot
bulletอ.อากาศ เพิ่มภูมิต้านทานโรค
bulletอ.อาหาร เพื่อสุขภาพ
bulletอ.แอควา น้ำเสริมสุขภาพ
bulletอ.ออกกำลังกาย ป้องกันโรค
bulletอ.อารมณ์ สมาธิบำบัดโรค
bulletอ.อุจจาระ สะท้อนสุขภาพ
dot
ศูนย์สาธิตพลังพีระมิดเพื่อสุขภาพ
dot
bulletเครื่องพีระมิดเสริมสุขภาพ
dot
อื่นๆที่น่ารู้
dot
bulletองค์ความรู้พระอาจารย์รัตน์ รตนญาโณ




อ.อากาศ
อ.อากาศ เพิ่มภูมิต้านทานโรค Be Viva by Purified Atmosphere Era

อากาศ ก็คือ ลมหรือสิ่งที่เราหายใจเข้าออกเป็นประจำ เป็นสิ่งที่มนุษย์ขาดไม่ได้เลย ถ้าขาดอากาศหายใจเมื่อไหร่ ก็ตายเมื่อนั้น  อากาศแบ่งเป็น 2 อย่าง คือ อากาศเสียกับอากาศบริสุทธิ์ 

อากาศเสีย คือ อากาศที่มีพิษเจือปน ซึ่งไม่เหมาะสำหรับการหายใจ

อากาศบริสุทธิ์  คือ อากาศที่ปราศจากพิษเจือปน มีความสะอาด สดชื่น เหมาะสำหรับการหายใจ

 

ความสมดุลของธรรมชาติสิ่งแวดล้อม

                ธรรมชาติ  ใช้เวลายาวนานกว่าที่ธรรมชาติ สิ่งมีชีวิต และสิ่งแวดล้อมจะมีวิวัฒนาการมาจนถึงปัจจุบัน 

สิ่งที่มีชีวิตต่างๆทั้ง คือ มนุษย์ สัตว์ พืช  จุลินทรีย์  ดิน น้ำ อากาศ ฯลฯ  ล้วนมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์ พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันในการดำรงอยู่ตามปกติ  ตัวอย่างของความสมดุลในธรรมชาติ  เช่น

1.       คนและสัตว์หายใจเอาออกซิเจนจากอากาศเข้าไปเพื่อการดำรงชีวิต และขับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกทิ้งเวลาหายใจออก ต้นไม้สามารถนำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์นี้ไปใช้ในการเจริญเติบโต และจะขับออกซิเจนออกมาเพื่อเวียนไปเป็นประโยชน์แก่มนุษย์  สัตว์  และสิ่งมีชีวิตอื่นๆที่ต้องใช้ออกซิเจนในการดำรงชีวิต

2.       คนและสัตว์จำนวนมาก กินพืชหรือผลผลิตของพืชเป็นอาหาร แล้วขับถ่ายของเสีย (อุจจาระ ปัสสาวะ) ออกมาเป็นปุ๋ยให้พืชนำไปใช้ประโยชน์  เมื่อคนและสัตว์ตายแล้วเน่าเปื่อย ธาตุและสสารต่างๆในร่างกายจะกระจายออกไปเป็นประโยชน์แก่สิ่งอื่นๆ วนเวียนกันอยู่เช่นนี้เรื่อยไป  และเป็นไปอย่างสมดุล

แต่หากธรรมชาติถูกรบกวนมาก สมดุลนี้ก็จะเสียไป และเกิดผลเสียอันไม่พึงปรารถนาขึ้น  เช่น ถ้ามีการทำลายต้นไม้ ความชุ่มชื้นก็จะหมดไป ทำให้ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล เกิดความแห้งแล้ง และเมื่อฝนตกหนัก ก็จะไม่มีต้นไม้คอยซับน้ำและกั้นน้ำไว้  จึงเกิดน้ำไหลบ่าท่วมทำลายไร่นาและบ้านเรือน  การทำลายป่าจึงนำไปสู่ความพินาศของชีวิต พืชและคน

ระบบนิเวศวิทยาที่เป็นไปอย่างสมดุล  สิ่งมีชีวิตที่อยู่ร่วมกันนั้นจะพึ่งพาอาศัยกันเป็นทอดๆ แต่หากเกิดการเปลี่ยนแปลงจำนวนประชากรใดๆขึ้นอย่างไม่สมดุล ระบบนิเวศนี้เริ่มถูกทำลายลงไปเรื่อยๆ  การที่ประชากรมนุษย์เพิ่มขึ้นอย่างมากในแต่ละปี ได้ส่งผลให้ธรรมชาติอื่นๆ เช่น พืชและสัตว์ก็ถูกนำมาใช้เพิ่มขึ้นๆ จึงเกิดการทำลายธรรมชาติอื่นๆมากขึ้นอย่างรวดเร็ว  เช่น การทำลายป่า การทำลายสัตว์จนสัตว์บางอย่างสูญพันธุ์และสัตว์อีกหลายชนิดกำลังจะสูญพันธุ์  นอกจากนั้น ยังก่อให้เกิดมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อมเป็น เช่น มลภาวะทางน้ำ  ดิน  อากาศ  ซึ่งล้วนเป็นอันตรายแก่มวลมนุษย์ สัตว์ พืชทั้งหมด

สิ่งต่างๆ ข้างต้น จะเห็นได้ชัดในเมืองใหญ่ๆ ที่มีประชากรจำนวนมากอาศัยอยู่รวมกัน  จะเกิดสภาพแออัดยัดเยียด  อากาศอบอ้าวจากการสร้างสิ่งกีดขวางทางลม  อากาศไม่ชุ่มชื้นบริสุทธิ์เพราะขาดต้นไม้  นอกจากนั้น การที่ผู้คนมาอยู่รวมกันมากๆ ยังก่อให้เกิดมลภาวะในสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น  เช่น  การปล่อยของโสโครกลงสู่แม่น้ำลำคลอง การใช้รถยนต์และเครื่องยนต์ที่ปล่อยควันเสียซึ่งเป็นพิษ การตั้งโรงงานอุตสาหกรรมที่ปล่อยควันและสารพิษต่างๆ เช่น ปรอท ออกไปสู่สิ่งแวดล้อม  ทำให้สารพิษดังกล่าวปนเปื้อนสู้พืช สัตว์ และคน  นอกจากนั้น  สภาพของชีวิตในเมืองยังเต็มไปด้วยความเร่งรีบ การแก่งแย่ง และความโลภ  ล้วนเป็นเรื่องที่บั่นทอนสุขภาพทั้งกายและใจ  ทำให้มนุษย์ยึดหลักการใช้คุณธรรมลดลง  ตรงกันข้าม  ในชนบท ชาวบ้านมีชีวิตอยู่ใกล้ธรรมชาติ ไม่แออัดยัดเยียด  อากาศโปร่งบริสุทธิ์และชุ่มชื้น  เพราะมีต้นไม้และป่า สิ่งแวดล้อมก็ไม่เป็นพิษ ชีวิตไม่ต้องเร่งรีบแก่งแย่งกันเหมือนในเมือง จึงมีเวลาที่จะสนใจและช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันมากกว่าสังคมเมือง  มีโรคที่เกิดจากสิ่งแวดล้อมซึ่งส่งผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจน้อยกว่าผู้คนในสังคมเมือง เช่น โรคประสาท โรคจิต โรคหัวใจ และโรคมะเร็งเท่ากับคนในเมือง

อันที่จริง คนในเมือง ถ้ารู้จักจัดสภาพแวดล้อมเสียใหม่ให้ดี ก็จะสามารถมีสุขภาพดีเหมือนคนชนบทได้ เดี๋ยวนี้เห็นคนในเมืองหันมาสนใจเรื่องของสุขภาพมากกว่าคนในชนบทด้วยซ้ำ รู้จักเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย หมั่นออกกำลังกายมากขึ้น ก็น่าจะหันมาสนใจเรื่องของสภาพแวดล้อมอื่นๆ เช่น อากาศ บ้าง ก็จะมีผลดีต่อสุขภาพยิ่งขึ้นไปอีก

                แม้ในปัจจุบัน  ผู้คนในสังคมเมืองจะมีกระแสของการดูแลรักษาสุขภาพกันมากยิ่งขึ้น  เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย รวมถึงการออกกำลังกาย  แต่อย่างไรก็ตาม ก็ยังขาดคนที่เอาใจใส่ต่อสิ่งแวดล้อม  แม้ว่าผู้คนจะรักษาสุขภาพมากขึ้น แต่ก็ยังคงได้รับผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมที่มีมลภาวะและส่งผลเสียมายังสุขภาพได้นั่นเอง         

 

การใช้ธรรมชาติให้เป็นประโยชน์แก่สุขภาพ

ธรรมชาติจะเป็นประโยชน์ต่อคนได้ก็ต่อเมื่อคนพยายามถนอมบำรุงธรรมชาติไว้โดย

1.       พยายามอยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติและอยู่อย่างธรรมชาติให้มากที่สุด เช่น อยู่ห่างไกลจากเสียงอึกทึก  ถ้าอยู่ในเมือง ควรจะช่วยกันส่งเสริมและสร้างสวนสาธารณะเพื่อให้ตนและบุตรหลานได้มีโอกาสพักผ่อนใกล้ชิดกับธรรมชาติ

2.       ไม่ทำลายต้นไม้โดยไม่จำเป็น  ควรจะช่วยกันปลูกต้นไม้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และช่วยกันถนอมป่าไว้

3.       ไม่ทิ้งสิ่งโสโครกจากบ้านเรือน หรือจากโรงงานลงในแม่น้ำลำคลอง

4.       ลดการใช้รถยนต์และเครื่องยนต์ ที่เป็นสาเหตุของทางเสียงและอากาศ

5.       พยายามกินอยู่อย่างประหยัด อย่ากินอย่าใช้เกินกว่าจำเป็น จะได้ถนอมทรัพยากรธรรมชาติไว้ให้ลูกหลานต่อไป  และยังเป็นการป้องกันสิ่งแวดล้อมเป็นพิษด้วย

6.       ไม่ควรอยู่ใกล้และไม่ควรให้มีโรงงานที่ทำลายสิ่งแวดล้อมในบริเวณที่ตนอาศัยอยู่ เป็นต้น

ถ้าดำเนินชีวิตอย่างนี้ได้ สุขภาพจะดีขึ้น  เพราะได้ใกล้ชิดกับสิ่งแวดล้อม โดนเฉพาะอย่างยิ่งได้สูดอากาศที่บริสุทธิ์สดชื่น

 

พลังลมปราณ

            คำว่า “ลมปราณ”  คือ ลมหายใจ เป็นแนวทางหนึ่งในการบำรุงรักษาสุขภาพแบบหนึ่งของชาวจีนตั้งแต่โบราณ  การฝึกพลังลมปราณ เป็นทั้งการรับอากาศเข้าไปบริหารร่างกายและเป็นการฝึกอารมณ์ให้สงบแจ่มใส เป็นสุขในคราวเดียวกัน

                การใช้ท้องสูบลมปราณมีประโยชน์อีกด้านหนึ่ง คือ ทำให้เลือดไหลเวียนไปตามจุดต่างๆของร่างกายอย่างสะดวก  เมื่อเลือดไหลเวียนดี ร่างกายจะแข็งแรง  การไหลเวียนเลือดที่ดีเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งของการมีสุขภาพดี  การใช้ท้องสูบลมปราณจะทำให้กล้ามเนื้อหน้าท้องเคลื่อนไหวกระเพื่อมเข้าและออกตามแรงที่สูบลมปราณเข้าออก  เป็นการช่วยให้เลือดในเส้นเลือดดำไหลเวียนสะดวกขึ้น เป็นการช่วยลดแรงดันของหัวใจ หรือเรียกว่าผ่อนแรงให้กับหัวใจได้  และช่วยให้ลมปราณในร่างกายบริสุทธิ์ขึ้น เนื่องจากมีการถ่ายเทที่ทรงพลัง และจากการถ่ายเทลมปราณนี้ยังช่วยให้ร่างกายได้รับเชื้อธาตุใหม่ๆเกิดขึ้น  ทำให้ร่างกายที่ร่วงโรยกลับกระชุ่มกระชวยเหมือนเด็กๆ ซึ่งจะส่งผลให้สุขภาพแข็งแรงและมีอายุยืนยาว

                ก่อนการฝึกลมปราณจำเป็นต้องมีความรู้พื้นฐานและควรทำความรู้จักศิลปะของการสูบลมปราณจากท่านั่งต่างๆ ดังนี้

-          ถ้านั่งเก้าอี้ พยายามคัดเลือกเก้าอี้ที่เตี้ยหน่อย เวลานั่งให้แยกขาออกจากกันเล็กน้อย วางส้นเท้าแนบกับพื้นอย่างมั่นคง

-          ถ้านั่งขัดสมาธิ ให้เท้าซ้ายทับเท้าขวา ขยับให้เข้าที่แล้วนั่งอย่างมั่นคง

เมื่อนั่งเรียบร้อยแล้ว พยายามปล่อยให้หัวไหล่และช่วงคอสบายๆ ไม่ต้องเกร็งกล้ามเนื้อ ท่านั่งแบบนี้ดีที่สุด สามารถช่วยให้ร่างกายแข็งแรง ท่าทางแบบนี้เรียกว่า “ บนว่างล่างเต็ม ”

                การนั่งในลักษณะนี้ ช่วยให้ส่วนบนสบาย เพราะน้ำหนักได้ปล่อยลงมาอยู่ที่ส่วนล่าง ท่าทางการนั่งเช่นนี้จะช่วยให้ร่างกายนั่งได้นานและมั่นคง พอนั่งนานเข้าจะรู้สึกมีส่วนศีรษะเย็น ที่ส่วนเท้าจะอุ่น  การนั่งเช่นนี้มีประโยชน์ต่อร่างกายมาก โดยเฉพาะกับคนที่นอนไม่ค่อยหลับ ถ้าฝึกนั่งบ่อยๆจะช่วยคลายเครียดให้หลับได้ดีขึ้น

                การศึกษาปฎิบัติให้ท้องสูบลมปราณเพียงขั้นพื้นฐาน สามารถทำให้ร่างกายและจิตใจที่เคยเคร่งเครียด ก็จะผ่อนคลาย เบาสบายขึ้นอย่างมาก

 

          การบำบัดโรคด้วยลมปราณ คืออะไร

            การบำบัดโรคด้วยลมปราณ  เป็นศาสตร์และศิลปะเก่าแก่ที่ว่าด้วยการบำบัดรักษาโรคโดยใช้ลมปราณหรือกี่หรือพลังชีวิต  เพื่อบำบัดรักษากายเนื้อทั้งหมด  การบำบัดโรคด้วยลมปราณดังกล่าว ย่อมเกี่ยวข้องกับการควบคุมและการใช้กี่ และกายภายในของผู้ป่วย  การบำบัดโรคด้วยลมปราณยังมีผู้นิยมเรียกว่า เป็นการบำบัดทางจิต  การบำบัดด้วยการสะกดจิต ( Magnetic healing )  การบำบัดด้วยศรัทธา  การบำบัดด้วยกี่  การบำบัดด้วยพลังชีวิต ( Vitalic healing ) และการบำบัดโรคด้วยการใช้มือ

 

          การบำบัดโรคด้วยลมปราณใช้รักษาโรคอะไรได้บ้าง ?

1.       การบำบัดโรคด้วยลมปราณสามารถช่วยพ่อแม่ให้รู้จักลดอุณหภูมิของลูกที่ป่วย เนื่องจากไข้ขึ้นสูงได้ภายในสองสามชั่วโมง และสามารถบำบัดรักษาปัญหาไข้ขึ้นสูงดังกล่าวได้ ภายในสองวันเท่านั้น

2.       การบำบัดโรคด้วยลมปราณนี้สามารถขจัดโรคปวดศีรษะ ปวดท้องเนื่องจากมีกรดในกระเพาะอาหารมาก ปวดฟัน และปวดกล้ามเนื้อได้ ส่วนใหญ่สามารถบำบัดให้หายได้เกือบจะในทันทีทันใด

3.       โรคไอและหวัด  โดยปกติแล้วสามารถรักษาให้หายได้ภายในวันสองวัน  สำหรับโรคท้องร่วงนั้น ส่วนใหญ่แล้วจะสามารถรักษาให้หายขาดได้ภายในสองสามชั่วโมงเท่านั้น

4.       โรคที่สำคัญๆ เช่น โรคที่เกี่ยวกับตา ตับ ไตและหัวใจ ก็สามารถบรรเทาอาการลงได้ภายในช่วงระยะเข้าทำการบำบัดเพียงสองสามหนและส่วนใหญ่จะสามารถบำบัดให้หายได้ภายในสองสามเดือน

5.       การบำบัดโรคด้วยลมปราณ  ช่วยเร่งเวลาการบำบัดรักษาโรคให้หายเร็วขึ้นได้สองสามเท่าตัว หรือให้เร็วกว่าอัตราการรักษาตามปกติได้

 

ทั้งหมดนี้ ย่อมขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่ว่า ผู้บำบัดรักษาโรคดังกล่าวจะต้องมีประสิทธิภาพในการรักษาโรคอยู่ในระดับหนึ่งก่อน  สิ่งต่างๆเหล่านี้เองคือสิ่งที่การบำบัดโรคด้วยลมปราณสามารถช่วยได้

         

มลพิษในอากาศกับสุขภาพ

 

            เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2550 ที่ผ่านมานี้ หลายๆจังหวัดในภาคเหนือ เช่น เชียงใหม่  เชียงราย  ลำพูน  แม่ฮ่องสอน ฯลฯ  ได้ประสบกับปัญหามลพิษในอากาศ  มีหมอกควันลอยอยู่ในอากาศ ซึ่งหมอกควันเหล่านี้มีขนาดอนุภาคแขวนลอยและมีความหนาแน่นในอากาศเกินค่ามาตรฐาน ซึ่งสามารถเป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจได้  ทำให้บดบังทัศนียภาพของทิวทัศน์ต่างๆ รวมทั้งถนนหนทางต่างๆ  จึงทำให้ต้องระมัดระวังในการขับขี่ยานพาหนะมากขึ้น เนื่องจากมีหมอกควันบังตา  ปัญหาต่างๆเหล่านี้อาจเกิดได้จากการเผาป่า  การเผาขยะ หรือแม้แต่ควันจากท่อไอเสียของยานพาหนะที่ใช้ขับขี่  เป็นต้น



หน้า 1/1
1
[Go to top]



Copyright © 2010 All Rights Reserved.