ReadyPlanet.com
dot dot
dot
เครื่องดื่มสมุนไพรมะเขือพวง
dot
bulletมะเขือพวงกับสุขภาพ
bulletมะเขือพวงกับโรคเบาหวาน
bulletหนังสือคู่มือมะเขือพวง
dot
น้ำสมุนไพรสกัดชีวภาพ
dot
bulletน้ำสมุนไพรสกัดชีวภาพคืออะไร
bulletคุณค่าน้ำสมุนไพรสกัดชีวภาพสารต้านอนุมูลอิสระและวิตามิน
bulletจุลินทรีย์กับน้ำสมุนไพรสกัดชีวภาพ
bullet เคล็ดลับ 6 ประการของการมีสุขภาพดีด้วยน้ำ บีวี
dot
ผลิตภัณฑ์
dot
bulletเครื่องดื่มสมุนไพรชามะเขือพวง
bulletน้ำสมุนไพร Be-v
bulletเครื่องสำอางชีวภาพ
dot
สมุนไพรกับสุขภาพองค์รวม
dot
bulletสมุนไพรที่มีสรรพคุณในการบำบัดและส่งเสริมสุขภาพองค์รวม
dot
ถามตอบเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์
dot
bulletถาม-ตอบ ผลิตภัณฑ์สมุนไพรชามะเขือพวง
bulletถาม-ตอบ ผลิตภัณฑ์น้ำสมุนไพรสกัดชีวภาพ
dot
ข่าวบทความเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์
dot
bulletข่าวผลิตภัณฑ์ในหนังสือวารสาร
dot
หนังสือนวัตกรรมสุขภาพ
dot
bulletโพรไบโอติก จุลินทรีย์เพื่อชีวิต
bulletหนังสืออื่นๆ
dot
Holistic Way to Health & Wealth วิถีองค์รวมสู่สุขภาพที่ยั่งยืน 6 อ.
dot
bulletอ.อากาศ เพิ่มภูมิต้านทานโรค
bulletอ.อาหาร เพื่อสุขภาพ
bulletอ.แอควา น้ำเสริมสุขภาพ
bulletอ.ออกกำลังกาย ป้องกันโรค
bulletอ.อารมณ์ สมาธิบำบัดโรค
bulletอ.อุจจาระ สะท้อนสุขภาพ
dot
ศูนย์สาธิตพลังพีระมิดเพื่อสุขภาพ
dot
bulletเครื่องพีระมิดเสริมสุขภาพ
dot
อื่นๆที่น่ารู้
dot
bulletองค์ความรู้พระอาจารย์รัตน์ รตนญาโณ




อ.อาหาร
อ.อาหาร เพื่อสุขภาพ Be Veggie by Holistic Functional Food

 อาหาร แปลว่า นำมา เอามา สิ่งซึ่งต้องเข้าไป เครื่องหล่อเลี้ยงชีวิต สิ่งมีชีวิตทั้งหลายไม่ว่าคน สัตว์ พืช ล้วนอยู่ได้ด้วยอาหาร

                การเจริญเติบโตของคนเราและพละกำลังในการดำเนินชีวิตล้วนได้รับมาจากการกินอาหาร ซึ่งจะช่วยสร้างกระดูก กล้ามเนื้อ ผิวหนัง เส้นเลือดและอวัยวะภายในต่างๆ ของร่างกาย นอกจากนั้นยังช่วยในการสร้างเสริมร่างกายให้เจริญเติบโต ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ให้กำลังงานและความอบอุ่นแก่ร่างกาย  รวมทั้งป้องกันโรค  ควบคุมและส่งเสริมให้อวัยวะต่างๆของร่างกายให้ทำงานตามปกติ

                อาหารที่จำเป็นสำหรับร่างกาย ตั้งแต่เด็กอ่อนจนถึงวัยชรา แบ่งง่ายๆ ออกเป็น 5 หมู่ คือ

หมู่ที่ 1  อาหารจำพวก โปรตีน เช่น เนื้อสัตว์ต่างๆ ไข่ ถั่วเมล็ดแห้ง นม

หมู่ที่ 2  อาหารจำพวก แป้ง น้ำตาลหรือคาร์โบไฮเดรต เช่น ข้าว แป้ง น้ำตาล หัวเผือก หัวมัน

หมู่ที่ 3  อาหารจำพวก ผัก เช่น ผักใบเขียวและพืชผักอื่นๆ

หมู่ที่ 4  อาหารจำพวก ผลไม้

หมู่ที่ 5  อาหารจำพวก ไขมัน เช่น ไขมันจากสัตว์และพืช

                นอกจากอาหารหลัก 5 หมู่ ดังกล่าวมาแล้ว สิ่งที่ร่างกายขาดไม่ได้อีกอย่างหนึ่ง ได้แก่  น้ำ

เพื่อให้ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ เราจึงต้องกินอาหารต่างๆ ให้ครบ 5 หมู่ ให้ได้สัดส่วนที่เหมาะสมกับความต้องการของร่างกาย อาหารแต่ละหมู่มีคุณค่าทางอาหารแตกต่างกัน อย่างไม่สามารถทดแทนกันได้ นอกจากอาหารในหมู่เดียวกัน การกินอาหารเพียงอย่างสองอย่างเป็นเวลานานๆ นั้นจะทำให้ร่างกายขาดธาตุอาหาร เจ็บป่วยได้ง่ายและกลายเป็นคนอมโรค  ดังนั้น  ถ้ารู้จักเลือกกินอาหารให้ครบทุกหมู่และได้สัดส่วนที่เหมาะสมแล้ว จะเรียกได้ว่า “กินดีมีสุข”

 

หลักการบริโภคที่ดีเพื่อสุขภาพ

1.       กินอาหารธรรมชาติเท่าที่จะเป็นไปได้

2.       กินอาหารที่ไม่ขัดสี เช่น ข้าวซ้อมมือ ถ้ากินขนมปังให้เลือกแบบแป้งไม่ขัดสี เช่น ขนมปังโฮลวีท

3.       กินอาหารที่มีเส้นใย ผลไม้และผักสด

4.       กินอาหารประเภทเนื้อสัตว์ให้น้อยที่สุดหรือไม่กินเลย ( ถ้ากินเนื้อสัตว์ควรกินโยเกิร์ตหลังมื้ออาหารนั้น เพื่อช่วยในการย่อย )

5.       เน้นอาหารสด 50% ของอาหารที่กินทั้งหมด เพราะอาหารสดมีวิตามิน แร่ธาตุ และเอนไซม์ที่จำเป็นสำหรับการย่อยอาหาร  บางทฤษฎีกล่าวว่า ควรกินอาหารสด 70% จึงจะดีที่สุด

6.       เส้นผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง เพราะถั่วเหลืองประกอบด้วยโปรตีนจากพืชและไฟโตอีสโตรเจน ซึ่งจะช่วยลดการแปรปรวนต่างๆ ในสตรีวัยทอง

7.       ถ้ากินผลิตภัณฑ์นม ให้เลือกกินนมที่แน่ใจในแหล่งผลิต หรือกินโยเกิร์ตธรรมชาติมากกว่านมหรือเนยแข็งที่ผ่านกระบวนการพาสเจอร์ไรเซชัน (Pasteurization)  กระบวนการนี้ทำลายฮอร์โมนและเอนไซม์ที่ช่วยดูดซึมแคลเซียมและควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์นมที่ผ่านกระบวนการโฮโมจีไนเซชัน (Homogenization)  เด็กๆ ซึ่งกินนมที่ผ่านกระบวนการโฮโมจีไนเซชันนี้ จะมีระดับคอเลสเตอรอลสูงกว่าเด็กที่ดื่มนมทั่วไป และผู้ใหญ่ก็เช่นกัน

8.       ให้ระมัดระวังอาหารที่มีไขมัน งดไขมันจากสัตว์ หลีกเลี่ยงไขมันที่ผ่านกระบวนการที่ใช้ความร้อนสูง  เพราะจะก่อให้เกิดอนุมูลอิสระ  ส่วนแหล่งไขมันที่ดี เช่น ปลา ถั่วดิบ และเมล็ดธัญพืชที่ไม่ผ่านการอบ  ผู้บริโภคมังสวิรัติมักขาดธาตุสังกะสี จะทดแทนได้จากเมล็ดฟักทอง  ถ้าไม่แน่ใจว่าได้รับสารอาหารที่จำเป็นเพียงพอ ควรรับประทานอาหารเสริมที่เหมาะสม

9.       หลีกเลี่ยงอาหารสังเคราะห์ หรืออาหารที่ผลิตจากแป้งขาว น้ำตาลทรายขาว ฯลฯ

10.    พยายามอย่าดื่มน้ำ 15 นาทีก่อนอาหาร ระหว่างอาหาร และหลังอาหาร 1 ชั่วโมง  การดื่มน้ำมากเกินไปจะลดประสิทธิภาพการของย่อยอาหาร

 

เมื่อคุณเริ่มเปลี่ยนนิสัยการกิน จงมีความมั่นใจที่จะแก้ไขและปฎิบัติอย่างค่อยเป็นค่อยไป  อย่างไรก็ตาม ในกรณี่ที่ติดอาหาร เครื่องดื่ม เช่น ช็อกโกแลต กาแฟ น้ำอัดลม  เมื่อเลิกแล้วต้องระวังไม่ให้กลับมาติดอีก

 

9 วิธี....กินดีเพื่อสุขภาพ

1. กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ แต่ละหมู่ให้หลากหลาย และหมั่นดูแลน้ำหนักตัว

2.  กินข้าวเป็นอาหารหลัก สลับกับอาหารประเภทแป้งเป็นบางมื้อ

3.  กินพืชผักให้มาก และกินผลไม้เป็นประจำ

4.  กินปลา เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน  ไข่ และเมล็ดถั่วแห้งเป็นประจำ

5.  ดื่มนมให้เหมาะสมตามวัย

6.  กินอาหารที่มีไขมันเท่าที่ควร

7.  หลีกเลี่ยงการกินอาหารรสหวานจัดและเค็มจัด

8.  กินอาหารที่สะอาดปราศจากการปนเปื้อน

9.  งดหรือลดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์

 

 พลังมหัศจรรย์ในอาหาร

ลองคิดดูว่า ประชาชนโลกจะประหยัดเงินได้สักเท่าไร หากวงการเภสัชกรรมค้นพบสารสำคัญชนิดหนึ่งที่สามารถป้องกันมะเร็งเต้านม ทางเดินอาหาร ปอด ลดระดับคอเลสเทอรอล ต่อต้านอนุมูลอิสระ เพิ่มภูมิคุ้มกันเชื้อโรค ลดภาวะกระดูกพรุน ป้องกันหวัด บรรเทาปัญหาในรอบเดือน และปกป้องคุณจากโรคหัวใจ  ฯลฯ หากมียาเช่นว่า โลกเราคงมีความสุขอีกมาก!!!!

แต่ถ้า ยาดังกล่าวมีจริง มีอยู่ในอาหารที่หลายคนกิน ขณะที่อีกหลายคนเขี่ยทิ้งจากจาน  คุณคงนึกเสียดาย และอยากรู้ว่าอาหารชนิดใดที่มีฤทธิ์ดังที่กล่าวมาข้างต้น

“ ถั่วเหลือง ”  ถั่วเหลืองมีสารสำคัญจากพืชที่เรียก “ Phytochemicals ” ที่มีประสิทธิภาพในการช่วยแก้ปัญหาสุขภาพหลายประการ และขณะเดียวกันยังเป็นแหล่งโปรตีนที่มีไขมันอิ่มตัวต่ำอีกด้วย

นอกจากถั่วเหลืองแล้ว ยังมีพืชอื่นๆ อีกหลายชนิดที่กำลังจะหายไปจากเมนูอาหารของคนรุ่นใหม่  กะหล่ำปลี คะน้า ผักกาดขาว ผักบุ้ง เริ่มกลายเป็นพืชที่เด็กๆไม่คุ้นเคย ไม่ชอบรับประทาน  แม้แต่อาหารของผู้ใหญ่สมัยใหม่เองก็ตาม สภาพชีวิตของคนรุ่นใหม่กำลังห่างไกลจากเมนูอาหารที่ประกอบด้วยพืช ผัก ชนิดใหม่ๆ  และอาหารที่มีส่วนประกอบพืชผักสดใหม่กำลังลดปริมาณลงโดยลำดับ

ทุกวันนี้ คนทั่วไปเริ่มหันมาสนใจคุณประโยชน์ของอาหาร เพื่อป้องกันหรือบรรเทาโรคมากขึ้น จนกลายเป็นกระแสหลักของการแพทย์ทางเลือก ( Alternative Medicine) ทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศ

เมื่อได้ตระหนักว่า มนุษย์กำลังเหินห่างธรรมชาติ  และเทคโนโลยีทางการแพทย์สมัยใหม่ไม่สามารถตอบสนองความต้องการได้หลายกรณี  ตรงกันข้าม อาจนำอันตรายร้ายแรงมาสู่ตน แนวคิดในการป้องกันและรักษาโรคโดยใช้สารธรรมชาติจึงกลับก่อกระแสแรงขึ้นมาอีกครั้ง  แนวคิดเกี่ยวกับการรักษาโรคสมัยใหม่จึงเริ่มเปลี่ยนไป  แพทย์เริ่มตระหนักแล้วว่าการจ่ายยาเพียงอย่างเดียวไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับคนไข้อีกต่อไป  ดังนั้น  การแพทย์ทางเลือกแบบใหม่จึงเป็นที่สนใจของทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ คือ แนวคิดในการป้องกันตนเองจากโรคหลายชนิด โดยปรับวิธีการกินอาหารให้เหมาะสมและได้ขนาดที่จะทำให้สารเคมีในอาหารออกฤทธิ์เป็นยาได้

ตัวอย่างพลังอันน่ามหัศจรรย์จากพืช

พืชตระกูลผักกาด

            พืชในตระกูลนี้มีคุณค่าทางยา โดยเฉพาะอย่างยิ่งพืชสกุล Brassica ในตระกูลผักกาดได้รับความสนใจจากนักวิทยาศาสตร์การแพทย์เป็นพิเศษ  เพราะมีสารสำคัญที่เชื่อว่าจะช่วยปกป้องมนุษย์จากมะเร็งร้ายได้  พืชในสกุล Brassica ที่เรารู้จักกันดี คือ กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก บรอกโคลี ล้วนมีกลิ่นผักค่อนข้างแรงจนหลายคนไม่ยอมกิน แต่อย่างไรก็ตาม หากมีเทคนิคในการต้ม ทอด ผัดที่ดี ก็จะช่วยกลบกลิ่นได้

ใบชา

            นักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่นได้ดำเนินงานวิจัยเพื่อหาสารต้านมะเร็งจากธรรมชาติ และพบว่า ชาเป็นยาที่ดีตัวหนึ่งในการต้านมะเร็ง โดยเฉพาะ “Epigallo-catechin-gallate”  ในใบชาญี่ปุ่น ซึ่งก็คือ ชาเขียวนั่นเอง  สารตัวนี้เป็นสารต้านมะเร็งที่ทรงประสิทธิภาพ  ต่อมาได้มีรายงานว่า ชายังสามารถยับยั้งการสร้างสารไนโตรซามีน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งรุนแรงได้ ความสามารถในการยับยั้งสูงกว่าวิตามินซี เพราะ Epigallo-catechin-gallate ทำปฏิกิริยาได้เร็วและแรงกว่า

มะเขือเทศ

            จากการสำรวจครั้งสำคัญในประชากรจำนวนมาก พบว่ามะเขือเทศเป็นอาหารชนิดหนึ่งที่คนไม่เป็นมะเร็งชอบกินในรูปของน้ำมะเขือเทศ มะเขือเทศสดหรือซอสมะเขือเทศ  ในมะเขือเทศมีสารไลโคปีน ( Lycopene ) ซึ่งมีฤทธิ์ต้านมะเร็งคล้ายเบตาแคโรทีน แต่แรงกว่าเบตาแคโรทีนถึง 2 เท่า  มะเขือเทศเป็นแหล่งให้สารไลโคปีนที่สำคัญที่สุดในอาหารมนุษย์

นมเปรี้ยว

            ได้มีผู้เชี่ยวชาญทางวิทยาศาตร์อาหาร สามารถสกัดยาปฎิชีวนะตัวใหม่จากนมเปรี้ยวชนิดที่มีเชื้อแล็กโตบาซิลลัส และตั้งชื่อว่า “Acidophilin”    จากการศึกษาพบว่า การกินนมเปรี้ยวทุกวันช่วยลดอาการทุกข์ทรมานจากหวัดละอองฟางและภูมิแพ้ ผู้ป่วยหายเร็วขึ้นและร้อยละ  25 เป็นหวัดน้อยลง เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่กินนมเปรี้ยว  นมเปรี้ยวที่มีแล็กโตบาซิลัสจะช่วยกระตุ้นสารแกมมาอินเตอร์ฟีรอน ซึ่งเมื่อมีมากขึ้นจะทำให้สาร IgE ลดลง  อาการแพ้ลดลง

สาหร่ายเกลียว

            เป็นตัวอย่างของพืชน้ำที่มีคุณประโยชน์ ทั้งในแง่โภชนาการและฤทธิ์ส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรค  ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า สาหร่ายเกลียวอุดมไปด้วยโปรตีน กรดอะมิโนที่สำคัญ ซึ่งได้รับการยอมรับในเวลาต่อมาว่าช่วยลดระดับไขมันในเลือด และช่วยปกป้องร่างกายจากการโจมตีของอนุมูลอิสระ ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกัน  ดังนั้น สาหร่ายเกลียวทอง สาหร่ายคลอเรลลา และสาหร่ายทะเลอื่นๆอาจกลายเป็นแหล่งอาหารโปรตีนที่สำคัญของมนุษย์ในศตวรรษหน้า

 

 

อดเพื่อสุขภาพ

                การอดอาหารให้ประสิทธิผลต่อการเยียวยาบำบัดโรคได้นานาชนิด  เพราะการอดมีผลโดยตรงที่ก่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนที่ดีภายในร่างกายของคุณเอง  โดยวิธีธรรมชาติที่สามารถสร้างความสมดุลให้กระบวนการต่างๆในร่างกายได้อย่างดีเยี่ยม

1.       การอดเพื่อลดน้ำหนัก  เมื่อคุณมีน้ำหนักที่เกินมาตรฐาน( ความสูงของคุณลบด้วย 110 คือ น้ำหนักมาตรฐาน ) หรือมีความอ้วนมากๆ  อาการโรคต่างๆย่อมเกิดขึ้นได้ไม่ยากเลย  นับตั้งแต่ระบบภายในมาถึงภายนอกที่เห็นได้ชัดเจน คือ ปัญหาของกระดูกสันหลังและกระดูกข้อเท้า ที่ต้องแบกน้ำหนักตัวคุณ  การอดอาหารมีผลต่อการขจัดน้ำหนักตัวของคุณให้ลดลงได้แน่นอน  เพราะประการแรกเมื่อคุณอดอาหาร ร่างกายก็จะไม่ได้รับแคลอรี่เพิ่มอีก

         คนอ้วนที่มีการทานอาหารที่ไม่มีคุณค่าและผิดสัดส่วน เมื่อมีการอดอาหารก็เท่ากับว่าหยุดคุ้นเคยกับการทานอาหารที่ไม่ถูกต้อง  ช่วงเวลาที่อดอาหารนั้น กระเพาะอาหารก็จะหดตัวลงสู่ภาวะที่ปกติดังเดิม  หลังจากอดอาหารแล้ว คุณจึงอิ่มได้เร็วกว่าเมื่อยามที่ทานอย่างมากตามใจปากนั่นเอง

2.       การอดเพื่อรักษาโรคภูมิแพ้  หากคุณมีอาการหอบหืดหรือเป็นลมพิษ  ซึ่งหมายถึง ระบบภูมิต้านทานมีปฏิกิริยาไวต่อการสัมผัสรับสิ่งแปลกปลอมเกินไป และยังแสดงปฏิกิริยา

ตอบสนองต่อสิ่งที่ผิดปกตินั้นออกมาทางร่างกายอีกด้วย  การอดสามารถรักษาอาการดังกล่าวได้  อาการหอบหืดหรือลมพิษถือเป็นลักษณะของโรคภูมิแพ้ ซึ่งปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นนั้นจะมีผลร้ายย้อนสู่ร่างกายของตัวคุณเอง  เนื่องจากการที่เม็ดเลือดขาวถูกกระตุ้นให้เกิดภูมิต้านทานที่ทำงานหนักผิดปกติ อาการของโรคภูมิแพ้จะแสดงตัวขึ้น  แต่ในช่วงเวลาที่คุณอดอาหารนั้น สารแปลกปลอมที่ทำให้แพ้ ซึ่งเกาะกับเนื้อเยื่อของระบบน้ำเหลืองจะถูกขจัดออกมาจนหมดสิ้น ร่างกายก็ไม่มีสิ่งแปลกปลอมไปก่อกวนให้เกิดภูมิแพ้ได้อีก

    3.       การอดเพื่อลดไขมันในเลือด  อาหารที่ไม่มีคุณค่า เช่น อาหารประเภท จั๊งฟูต ( Junkfood )ทั้งหลาย  จะทิ้งไขมันตกค้างในร่างกายมากจนไปอุดตันเส้นเลือด   เป็นผลให้เกิดโรคอันตรายได้อีกหลายโรค  การอดอาหารและเลือกรับประทานแต่ผักสดและผลไม้ ทำให้ร่างกายได้ธาตุสำคัญ คือ วิตามิน เกลือแร่  ซึ่งมีพลังงานในการเข้าร่วมกับกระบวนการเคมีและทำการเผาผลาญจนปราศจากไขมันตกค้างอีกต่อไปในเซลล์ต่างๆ แถมยังทำให้น้ำหนักตัวลดลงอีกด้วย

หลังจากผ่านการบำบัดแล้ว ต่อเมื่อเลิกอดอาหาร คุณก็สามารถจะเลิกนิสัยการชอบรับประทานอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ติดมัน แป้ง น้ำตาล  โดยหันไปเลือกทานผักและผลไม้ที่ย่อยง่าย ไม่สิ้นเปลืองพลังงานและไม่ก่อให้เกิดไขมันหรือพิษใดๆทั้งสิ้น

 

4.  อดเพื่อลดความดันเลือด  อาการของโรคความดันโลหิตสูง ทำให้คุณวิงเวียน ปวดศีรษะ ปวดท้ายทอย

และนอนหลับยาก  ซึ่งการอดอาหารอย่างถูกต้องเป็นระยะต่อเนื่อง เป็นการควบคุมความดันเลือดได้อย่างเห็นผล  เพราะขณะที่ร่างกายอดอาหาร ภายในร่างกายก็จะไม่มีการทำงานเผาผลาญเกิดขึ้น หัวใจก็ไม่ต้องทำงานหนัก หัวใจจึงอยู่ในภาวะที่เต้นช้าลง  ระดับของความดันก็จะลดลงด้วย

 

5.อดเพื่อรักษาเส้นเลือดขอด  การผ่าตัดเท่านั้นที่เราเคยทราบกันอยู่ว่าสามารถรักษาโรคเส้นเลือดนี้ได้  แต่ใน

บางรายนั้นแม้เคยได้รับการผ่าตัดแล้ว ข้อเท้าก็ยังไม่หายดี ยังมีอาการปวด ชา หรือบวมขึ้นอีก  และอาจยังคงมีอาการคันและเป็นตะคริวบ่อยๆครั้ง

       

        เป็นเรื่องอัศจรรย์ที่การอดอาหาร ช่วยบำบัดอาการของเส้นเลือดขอดได้  เนื่องจากขณะอดอาหาร น้ำหนัก

ตัวของคุณก็จะลดลง เซลล์ต่างๆบริเวณข้อเท้ามีการทำงานด้วยพลังงานเต็มที่จนสามารถกำจัดสารเสียต่างๆที่ติดค้างอยู่ให้ออกไปจนหมดสิ้น  การหมุนเวียนของเลือดเป็นไปได้ดีขึ้น อาการปวด ชา หรือบวมก็ค่อยๆหายไปอย่างน่าพึงพอใจ

 

6.  อดเพื่อรักษาโรคหัวใจขาดเลือด  ลักษณะอาการของโรคนี้ จะทำให้เกิดความเจ็บปวดแน่นหน้าอก ปวดบริเวณหัวใจ  ซึ่งเกิดขึ้นเพราะหลอดเลือดหัวใจเสื่อมสภาพ เกิดการอุดตันซึ่งต้องรักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนแปลงเลือด  และแน่นอนว่าการอุดตันในหลอดเลือด ก็เกิดจากการทานอาหารที่ไม่มีคุณค่า จึงเหลือไขมันตกค้างและสะสมมากขึ้นจนอุดตันขวางการไหลเวียนของเลือด  เมื่อร่างกายอดอาหาร  ร่างกายก็จะเผาผลาญเศษไขมันส่วนเกินเหล่านั้นออกมาเป็นพลังงานจนไขมันหมดสิ้นไปจากหลอดเลือด และเลือดก็จะเดินทางไหลไปเลี้ยงที่หัวใจได้ดีขึ้น

นอกจากนี้  การอดอาหารจะบำบัดโรคภัยไข้เจ็บอื่นๆได้ตามวิธีธรรมชาติที่คุณได้ทำความเข้าใจมาแล้ว  การอดอาหารทำให้พลังงานในร่างกายถูกถ่ายเทไปใช้ในระบบอื่นๆทั่วร่างกาย  ระหว่างนี้ก็สามารถรับประทานผักสดและผลไม้ที่ย่อยง่าย และให้ธาตุอาหารที่มีคุณค่าต่อร่างกายด้วย  เพราะโรคภัยพิษร้ายต่างๆที่เป็นต้นเหตุของโรคร้ายๆ อันเป็นอันตรายต่อชีวิตนั้น  ล้วนเกิดจากการได้รับพิษจากการเลือกรับประทานอาหารที่ปราศจากคุณค่าทั้งสิ้นนั่นเอง

 

อาหารปลอดภัย..ที่นักเดินทางต้องใส่ใจ

ปัจจุบันนี้การคมนาคมสะดวกและรวดเร็ว ผู้คนไปมาหาสู่กันสะดวก  คนที่อยู่ห่างกันเป็นระยะทางหมื่นกิโลเมตรก็ยังสามารถเดินทางมาหากันได้ภายในเวลาอันสั้น  นอกจากการเดินทางเพื่อธุรกิจแล้ว คนอีกจำนวนหนึ่งก็จะเดินทางไปท่องเที่ยวตามที่ต่างๆ มากขึ้น  ปัญหาอย่างหนึ่งที่มักจะเกิดขึ้นกับผู้เดินทางไปยังเมืองต่างๆ ก็คือ เรื่องอาหาร บางคนไม่คุ้นเคยกับอาหารในแต่ละท้องถิ่น หรืออาหารไม่สะอาดพอ จะทำให้เกิดท้องร่วงได้  เพื่อความสบายกายสบายใจในระหว่างเดินทางท่านอาจลองใช้วิธีการ ดังนี้

·        ก่อนการเดินทางควรปรึกษาแพทย์ ดูว่าท่านจำเป็นต้องฉีดวัคซีนป้องกันโรคอะไรบ้าง และอย่าลืมนำเกลือโอ อาร์ เอส (สำหรับใช้ในเวลาท้องร่วง) ติดตัวไปด้วย โดยเฉพาะท่านที่มีปัญหาเรื่องนี้เป็นประจำ

·        พยายามเลือกรับประทานอาหารจานร้อน แทนอาหารที่ปรุงเสร็จและวางขายทั้งวัน เพราะอาจมีเชื้อจุลินทรีย์ชนิดก่อโรคปนเปื้อนได้

·        หลีกเลี่ยงอาหารสุกๆ ดิบๆ สำหรับผลไม้หรือผักที่ปอกเปลือกได้ ควรจะปอกเปลือกออกก่อนนำมารับประทาน  ผลไม้ที่มีรอยช้ำหรือเน่า ไม่ควรนำมารับประทาน

·        สำหรับผู้ที่ดื่มนมเป็นประจำ ควรเลือกนมที่ผ่านความร้อนในการทำลายเชื้อโรคแล้ว  ส่วนไอศกรีมซึ่งไม่แน่ใจในเรื่องความสะอาดก็ควรหลีกเลี่ยง

·        หากไม่แน่ใจในความปลอดภัยของน้ำดื่ม ควรดื่มน้ำร้อนที่ตั้งทิ้งให้เย็น หรือเครื่องดื่มที่บรรจุในภาชนะปิดสนิท ซึ่งผ่านการรับรองความปลอดภัยสำหรับผู้บริโภค

·        หลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสจัด โดยเฉพาะรสเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด

 

อาหารมังสวิรัติและอาหารเจ

            คำว่า "มังสวิรัติ" นี้มาจาก คำว่า "มังสะ" แปลว่า เนื้อสัตว์ "วิรัติ" แปลว่า การยกเว้นอาหารมังสวิรัติเป็นอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย มีผักและผลไม้ซึ่งทำให้ได้รับกากใยอาหารจากผัก และผลไม้มากพอ ซึ่งกากใยอาหารจะช่วยในการขับถ่ายกากอาหารออกจากร่างกายเร็ว โดยเฉพาะในผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ ซึ่งมักจะมีปัญหาเรื่องท้องผูกและมีปัญหาเรื่องไขมันในเส้นเลือดสูงกว่าเกณฑ์ปกติอยู่แล้ว อาหารที่มาจากเนื้อสัตว์มักจะมีไขมันและน้ำมันจากสัตว์ปนอยู่ด้วย ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้โคเลสเตอรอลเพิ่มขึ้น และอาจเป็นสาเหตุของโรคหัวใจ โรคเบาหวานและอื่นๆ โดยทั่วไปแล้วการกินอาหารมังสวิรัติแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ

  1. มังสวิรัติชนิดเคร่งครัด เป็นมังสวิรัติที่กินอาหารจากพืชเพียงอย่างเดียว ไม่มีอาหารพวกเนื้อสัตว์ ไข่ นม หรือ ผลิตภัณฑ์ของไข่และนมเป็นส่วนประกอบของอาหารเลย

2. มังสวิรัติชนิดที่ดื่มนม อาหารมังสวิรัติประเภทนี้มีนมและผลิตภัณฑ์ของนมนอกเหนือจากพืช แต่ไม่มีเนื้อสัตว์และไข่เป็นส่วนประกอบของอาหารเลย

  3. มังสวิรัติชนิดที่ดื่มและกินไข่ อาหารมังสวิรัติประเภทนี้มีไข่ นม และผลิตภัณฑ์ของนมนอกเหนือจากอาหารจากพืช แต่ไม่มีเนื้อสัตว์เลย

      บางท่านเกรงว่า การรับประทานอาหารมังสวิรัติอย่างเดียวจะทำให้ร่างกายขาดสารอาหาร โดยเฉพาะโปรตีน ซึ่งคนทั่วไปเข้าใจกันว่าโปรตีนมาจากเนื้อสัตว์เท่านั้น แต่ความจริงคนที่รับประทานอาหารมังสวิรัติสามารถได้รับสารอาหารครบหมู่เช่นเดียวกัน โดยโปรตีนจะได้มาจากพืช พวกถั่วเมล็ดแห้ง เช่น ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ถั่วดำ และถั่วลิสง เป็นต้น

มังสวิรัติ อาจแบ่งได้เป็น 8 ประเภท คือ

1.  มังสวิรัติแบบแมคโครไบโอติก (Macrobiotig) งดเว้นผลิตภัณฑ์จาก สัตว์ และยึดถือหลักหยิน-หยาง
2.
  มังสวิรัตินม-ไข่ (Lacto Ovo Vegetarian) งดเว้นผลิตภัณฑ์จากสัตว์ แต่กินนม ผลิตภัณฑ์จากนม และกินไข่
3.
  มังสวิรัติไข่ (Ovo Vegetarian) งดเว้นผลิตภัณฑ์จากสัตว์ แต่กินไข่
4.
  มังสวิรัตินม (Lacto Vegetarian) งดเว้นผลิตภัณฑ์จากสัตว์ แต่กินนม และผลิตภัณฑ์จากนม
5.
  มังวิรัติแบบเจ (J-Chinese Vegetarian) งดเว้นผลิตภัณฑ์จากสัตว์ รวมทั้งพืชที่มีกลิ่นฉุน 5 ชนิด ได้แก่ หอม     กระเทียม คึ่นฉ่าย ใบยาสูบ และหลักเกียว (กระเทียมโทนจีน)
6.
  มังสวิรัติบริสุทธิ์ (Pure Vegetarian) งดเว้นผลิตภัณฑ์จากสัตว์
7.
  มังสวิรัติพืชสด (Raw Food Eater) งดเว้นผลิตภัณฑ์จากสัตว์ และกินพืช ผัก ผลไม้ที่สดดิบ ไม่ผ่านขบวนการหุงต้ม
8.
มังสวิรัติผลไม้ (Fruitarian) กินแต่ผลไม้และถั่ว

 

เหตุใดจึงต้องกินมังสวิรัติ

- เพื่อร่างกายที่สะอาดบริสุทธิ์

- เพื่อเหตุผลทางเศรษฐกิจ

- เพื่อความอยู่ดีมีสุขของคนในสังคม

- เพื่อความรัก อันปราศจากความหลงในเมถุน

- เพื่อจิตใจที่เข้มแข็ง

- เพื่อความสมดุลย์ทางเศรษฐกิจและสังคม

- เพื่อการพัฒนาทางปัญญา

- เพื่อความกลมกลืนกับธรรมชาติ

- เพื่อเหตุผลทางด้านศีลธรรมและความไม่เบียดเบียน

- เพื่อเป็นรากฐานของสันติภาพ

เขาเชื่อว่าอาหารมังสวิรัติ "เป็นกุญแจที่จะเปิดประตูทุกบาน" และเป็นหลักประกันของสุขภาพอันสมบูรณ์ ความเจริญทางวัตถุ ความสมดุลย์ทางปัญญา ความบริสุทธิ์ ความดี ความเมตตาต่อสัตว์และมนุษย์ ในยุคแห่งความหลงอวิชชา ความบ้าเลือด และความทุกข์ทรมานพื่อเหตุผลทางด้านศาสนา

 

หลักการกินมังสวิรัติ

กินข้าวกล้องหรือข้าวซ้อมมือ ถ้าไม่มี ใช้รำละเอียดหุงกับข้าว หรือชงกับเครื่องดื่ม

กินถั่วเหลือง หรือถั่วต่างๆ หรือผลิตภัณฑ์จากถั่ว เช่น เต้าหู้ ซีอิ๊ว เต้าเจี้ยว หรือกินเห็ด หรือโปรตีนเกษตร (เนื้อเทียม) ก็ได้

กินเมล็ดพืชต่างๆ เช่น งา เมล็ดฟักทอง เมล็ดทานตะวัน เกาลัด ลูกก่อ ลูกเนียง ลูกกระ ลูกกระบก มะม่วงหิมพานต์ เมล็ดมะขาม เป็นต้น

กินผักและผลไม้ตามฤดูกาล ผลไม้ที่ดีคือ กล้วยน้ำว้า มะละกอ ฝรั่ง ส้ม สับปะรด เป็นต้น โดยกินหมุนเวียนกันไป

รายการอาหารมังสวิรัติ

Link :  http://www.skn.ac.th/skl/project/masa55/menu.htm

Link :  http://www.asoke.info/veget/V001.html

 

อาหารเจ

อาหารเจ เป็นอาหารที่ปรุงโดยปราศจากเนื้อสัตว์รวมทั้งไม่มีส่วนประกอบอื่นใดที่นำมาจากเนื้อสัตว์ทุกประเภท ที่สำคัญอาหารเจงดเว้นการปรุงการเสพผักฉุน 5 ประเภทอันได้แก่ :-

กระเทียม (หมายรวมไปถึงหัวกระเทียมต้นกระเทียม)
หัวหอม (หมายรวมไปถึงต้นหอม ใบหอม หอมแดง หอมขาว หอมหัวใหญ่)
หลักเกียว (คือกระเทียมโทนจีน ลักษณะคล้ายหัวกระเทียม ในประเทศไทยไม่พบว่าปลูกแพร่หลาย)
กุ้ยฉ่าย (ใบคล้ายใบหอม แต่แบนและเล็กกว่า)
ใบยาสูบ (บุหรี่ ยาเส้น ของเสพติดมึนเมา)

ผักดังกล่าวนี้ เป็นผักที่มีรสหนัก กลิ่นเหม็นคาวรุนแรง นอกจากนี้ยังมีพิษคอยทำลายพลังธาตุทั้ง 5 ในร่างกาย เป็นมูลเหตุให้อวัยวะหลักสำคัญภายในทั้ง 5 ทำงานไม่ปกติ  ซึ่งได้แก่  สมอง หัวใจ ลำไส้ ตับและไต   สำหรั



หน้า 1/1
1
[Go to top]



Copyright © 2010 All Rights Reserved.